วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สาเหตุที่วันฮาโลวีน ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปีนั้น เชื่อกันว่า เป็นวันที่ชาวเคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอซ์แลนด์ ถือกันว่าเป็นวันสิ้นสุดปี โดยถือกันว่าเป็นวันที่มิติคนตายและ มนุษย์จะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันและ วิญญาณผู้เสียชีวิตในปีที่ผ่านมาจะเที่ยวหาร่างของคนเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง จึงทำให้คนเป็นอย่างเรา ในวันฮาโลวีนจะต้องหหาทางแก้ไขด้วยการปิดไฟในบ้านทุกดวง ให้บ้านมืดมิด ร่วมกับอากาศที่หนาวซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนาของบรรดาผีร้าย อีกทั้งยังมีบางส่วนจะแต่งตัวเป็นผีต่างๆ เพื่อกลบเกลือนวิญญาณว่าไม่ใช่คนเป็นนั้นเอง
Trick or treater
Trick or Treater in Halloween Day
กิจกรรมในวันฮาโลวีน
ในวันฮาโลวีน ที่นิยมจัดกันในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป ที่มีการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะกลุ่ม เด็กๆ ที่จะแต่งกายเป็นภูตผี ปีศาจ ในรูปแบบต่างๆ และพากันออกไปร่วมงานฉลองวันฮาโลวีน โดยจะเรียกการเล่นนี้ว่า Trick of Treat (หลอกหรือเลี้ยง) ซึ่งเด็กๆ ที่แต่งตัวเป็นภูติผีปีศาจนั้นๆ จะเดินไปเคาะประตูตามบ้านต่างๆ เพื่อขอขนมที่นิยมจะเป็นลูกกวาด นั้นเองและอีกหนึ่งกิจกรรมในวันฮาโลวีน นอกจากเคาะประตูขอขนมตามบ้านต่าง ๆ แล้ว ยังมีการนำ แอปเปิล กับเหรียญชนิดหกเพ็นซ์ใส่ลงในอ่างน้ำ หากใครสามารถแยกแยะของสองอย่างนี้ ออกจากกันได้ด้วยการใช้ปากคาบเหรียญขึ้นมา และใช้ส้อมจิ้มแอปเปิลให้ติดเพียงครั้งเดียวถือว่าผู้นั้นจะโชคดีตลอดปีใหม่ ที่กำลังมาถึง
ตะเกียงฟักทอง
ประวัติ แจ็ก-โอ’-แลนเทิร์น (Jack-o’-lantern)
ตะเกียงฟักทอง,  โคมไฟฟักทอง หรือ แจ็ก-โอ’-แลนเทิร์น (Jack-o’-lantern) เป็นอุปกรณ์ประดับตกแต่งสถานที่ซึ่งนิยมใช้ใน เทศกาลฮาโลวีน มีลักษณะเป็นผลฟักทองสีส้ม แกะสลักเป็นรูปหน้าคนในกริยาต่างๆ โดยมากมักเป็นกริยาแสดงอาการข่มขวัญ หรือโอดครวญ ทั้งนี้ การใช้ตะเกียงฟักทอง เป็นการระลึกถึง แจ็ก (jack) ชายชาวนาในตำนานที่หาญกล้าต่อกรกับซาตาน


ตำนานของแจ็ก (jack)
เรื่องของแจ็กมีการเล่าในตำนานหลายรูปแบบ เป็นเรื่องเล่าโบราณเรื่องหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงที่มาของชายชาวนาจอมเจ้าเล่ห์ ชื่อว่า “แจ็ก” ผู้ที่ต่อสู้กับซาตาน อย่างไม่เกรงกลัว โดยใช้อุบายหลอกล่อ ซาตานติดกับดัก หนีไปไหนไม่ได้ ซึ่งแจ็กไม่ยอมปล่อยซาตานจนกว่ามันจะรับปากว่า เมื่อเขาตายแล้วจะไม่นำวิญญาณเขาลงนรกเด็ดขาด ซาตานไม่มีทางเลือกจึงต้องรับปาก เมื่อแจ็กเสียชีวิตลงด้วยความเป็นคนชั่วเขาจึงไม่ได้ไปสวรรค์ วิญญาณของเขาล่องลอยไปยังปากทางนรก และพบกับซาตานคู่อริเก่าอีกครั้ง ตามสัญญาที่ให้ไว้ ซาตานปล่อยวิญญาณของแจ็กไป พร้อมแสงไฟส่องนำทางให้กับวิญญาณแจ็กที่ต้องเร่ร่อน ไม่มีที่ไปอย่างนั้นตลอดกาล ทุกคืน ฮาโลวีน วิญญาณของแจ็กจะระหกระเหินไปในความมืด พร้อมแสงไฟส่องที่ครอบด้วยหัวผักกาด ต่อมาเมื่อตำนานนี้เข้ามาในอเมริกา ก็มีการเปลี่ยนมาใช้ผลฟักทองแทนจนทุกวันนี้

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

   โลกในการทำงานกับชีวิตวัยเรียนนั้นต่างกันอย่างมาก ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสนุกและประสบการณ์ ต่าง ๆ ซึ่งน้องๆ จะได้รู้จักกับคนใหม่ ๆ และเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดเพื่อก้าวผ่านปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต แต่หลังจากจบการศึกษาไปแล้วนั้น น้อง ๆ จำต้องตระหนักว่ายังมีสังคมที่กว้างกว่า และเต็มไปด้วยสิ่งแปลกใหม่ รวมถึงความไม่มั่นคงในโลกแห่งความจริงรออยู่ และนี่ก็คือแนวทางสำหรับบัณฑิตที่เพิ่งจะก้าวออกจากรั้วการศึกษามารับมือกับ โลกใบใหม่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเว็บไซต์อีลิทเดลี่ ได้ให้คำแนะนำถึง 10 สิ่งที่บัณฑิตจบใหม่พึงระลึกไว้ในตอนที่จบจากมหาวิทยาลัย ดังนี้
1. ชีวิตไม่มีหลักสูตรตายตัว
           เราไม่จำเป็นต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตจากตำราเล่มไหนเพราะไม่มีหลักสูตรใด ๆ ที่จะนำทางชีวิตเราได้ ในทางกลับกัน ประสบการณ์ในชีวิตต่างหากที่จะกลายเป็นบทเรียนที่ทรงคุณค่าที่สุด ที่เราจะต้องเรียนรู้ สิ่งที่สำคัญคือ หากเราผิดพลาด เราต้องให้ความผิดพลาดเหล่านั้นเป็นเหมือนครู  และอย่าผิดพลาดซ้ำอีก
2. ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งปวง
            ในช่วงเวลาที่ยากลำบากจนคิดที่จะลาออกจากงานนั้น จำไว้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ในตอนที่เจอกับทางต้น ครอบครัวจะเป็นผู้คอยสนับสนุนอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นจงรักษาสัมพันธภาพในครอบครัวไว้ให้ดี รู้ไว้เถอะนะว่าคุณสามารถวางใจพวกเขาได้เสมอ
3. เวลาคือสินค้าที่มีค่ามากที่สุด
           เวลาคือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด แต่เรากลับใช้มันอย่างสูญเปล่าที่สุดเช่นกัน อย่าลืมว่าในขณะที่เรากำลังหลับอยู่ อาจจะมีใครบางคนที่ทำเงินได้จากโอกาสที่เราปล่อยทิ้งไปเฉย ๆ แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมเช่นกันว่า ควรจะมีเวลาพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายอย่างเพียงพอ เพื่อให้ร่างกายพร้อมที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จต่อไป
4. ไม่มีคำว่าผ่านไป หรือล้มเหลวในชีวิต
           ในโลกธุรกิจนั้น เราไม่มีทางที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าได้โดยทิ้งงานที่ได้รับมอบหมายไว้เบื้อง หลัง เหมือนเช่นเมื่อไหร่ก็ตามที่ลาออกจากงาน ก็จะไม่มีโอกาสที่ 2 กลับมาเริ่มใหม่ได้อีก
           นอกจากนี้ ในโลกของการทำงาน การจะทำงานให้เสร็จทันตามกำหนดอาจจะเป็นสิ่งที่ช้าจนเกินไป เพราะฉะนั้นต้องทำให้แน่ใจว่า งานจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมก่อนที่เจ้านายของคุณจะทวงงานชิ้นนั้นจากคุณ
5. ก้าวออกจากพื้นที่ส่วนตัวแสนสบาย สู่ชีวิตที่สับสนวุ่นวายในเมืองใหญ่
           โอกาสในการทำงานส่วนมากมักจะอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งคงไม่มีอะไรที่จะน่ากลัวไปมากกว่าการต้องจากบ้านเข้ามาอาศัยอยู่ในเมือง ใหญ่ตามลำพังอีกแล้ว แต่ในบางครั้งการกลับไปอยู่ในอ้อมอกของพ่อแม่อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเสมอ ไป เพราะฉะนั้นเราควรจะก้าวออกมากจากพื้นที่แสนสบาย เพื่อมาเผชิญกับโอกาสที่ดีกว่าในเมืองซะครั้ง
6. อย่าเดินตามทางที่คนอื่นเลือกให้ แต่ให้พยายามสร้างเส้นทางของตัวเอง
           ไม่มีข้อยืนยันใด ๆ ที่บอกว่าเส้นทางในสังคมนั้นจะสร้างมาเพื่อเรา ทั้งที่การเดินบนเส้นทางเหล่านั้นเป็นสิ่งที่น่าเบื่อเหลือเกิน เพราะฉะนั้นจงเป็นตัวของตัวเองและใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการเถอะ
7. ไปให้สูงที่สุดเท่าที่ตัวเองต้องการ แต่อย่าสร้างปัญหากับใครทั้งนั้น
           ไม่ว่าใครต่างก็มีความชั่วร้ายอย่ในตัว แต่พวกเขาจะไม่เปิดเผยให้ใครได้รู้หรอก เพราะฉะนั้น เก็บตัวตนที่ชั่วร้ายของคุณไว้ และอย่าให้ปัญหาของคุณมาส่งผลกระทบต่อคนอื่นที่อยู่รอบตัว
8. เรียนรู้จากเจ้านาย แต่อย่ากลายเป็นแบบเขา
           จงเรียนรู้จากเจ้านายเหมือนอย่างที่เรียนรู้จากอาจารย์ แต่อย่ากลายเป็นแบบเขา ในทางกลับกัน ลองแสวงหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรารักไปพร้อม ๆ กัน นั่นจะทำให้เรารู้สึกดีมากกว่าหากได้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่รักจะทำ
9. เพื่อนร่วมงานไม่ใช่เพื่อนของคุณ
           เราจะต้องลืมความผูกพันทางใจไปให้หมด เพราะอาจไม่มีใครที่จะสนใจถึงมิตรภาพที่มอบให้ก็ได้ มองว่าความสัมพันธ์นั้นมีค่า ควรขีดเส้นกั้นตัวเองและดูให้แน่ใจว่าความสัมพันธ์อันมีค่าสำหรับคนคู่ควร ได้รับเท่านั้น
10. ทำงานให้เสร็จแม้ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่ก็ตาม
           ในโลกของความเป็นจริง เป็นเรื่องยากที่จะให้อภัยหากเราทำงานที่เจ้านายสั่งไม่เสร็จ ดังนั้นจงจัดการการทำงานให้ดี หรือหาคนมาช่วยก็ได้หากจำเป็นจริง ๆ

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

แครอทต้านโรค

แครอท เกิดในแถบเอเชียตะวันออก และเอเชียกลาง ออกดอกราวเดือนพฤษภาคม ถึงตุลาคม ดอกแตกเป็นชั้นคล้ายร่ม ชั้นนอกสีชมพู ตรงกลางสีม่วงแดง แครอทสมัยโบราณมีเนื้อแข็ง เสี้ยนเยอะเหมือนไม้ สีของหัวแครอทมีตั้งแต่สีเหลืองไปจนถึงสีม่วง แต่แครอทสีส้มที่รับประทานกันทั่วไป เป็นแครอทที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์เมื่อศตวรรษที่ 18 นี้เอง ในทางยาพบว่าแครอทเป็นสมุนไพรพื้นบ้านของชาวอเมริกัน ใช้เป็นยาครอบจักรวาล รักษาได้หลายโรค เช่น แก้โรคประสาท โรคผิวหนัง และหืดหอบ


                                                                          


ในปี พ.ศ. 2510 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ได้พบว่าวิตามินเอที่ได้จากสัตว์ สามารถระงับมะเร็งในทางเดินหายใจ ในหนูทดลองได้ แต่ยังไม่มีใครสนใจว่าวิตามินเอที่ได้จากพืช หรือสัตว์จะให้ผลดีกว่ากัน ซึ่งข้อมูลขณะนั้นได้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า คนได้รับวิตามินเอจากผักสีเขียว และพืชสีส้มเป็นหลัก วิตามินเอที่ได้รับจากพืชคือ สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ เมื่อเข้าไปอยู่ในร่างกายมนุษย์
ปี พ.ศ. 2524 ริชาร์ด ปีโต และคณะ ได้เขียนบทความลงในนิตยสาร Nature ว่า “จริงๆ แล้ว วิตามินเอไม่ได้ส่งผลให้เกิดการยับยั้งมะเร็ง แต่เป็นสารเบต้าแคโรทีน” จากการทดลองของ ดร. ริชาร์ด เชเคลล์ นักระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยเท็กซัส ก็สนับสนุนความน่าเชื่อถือของข้อมูลนี้ มีการทดลองอีกมากมายเกิดขึ้น
แต่ข้อสรุปรวมจากการศึกษาทั้งหมดก็คือ “อาหารที่มีเบต้า แคโรทีน สามารถลดอุบัติการโรคมะเร็งในปอดได้ แม้แต่ในผู้ที่สูบบุหรี่หลายปีแล้วก็ตาม” นอกจากนี้ยังพบว่า คนที่ทานพืชผักที่มีแคโรทีนน้อยที่สุด จะเสี่ยงต่อมะเร็งในปอด เป็นเจ็ดเท่าของคนที่ทานมากที่สุดในกลุ่ม เบต้าแคโรทีนสามารถป้องกัน และยับยั้งมะเร็งในระยะต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากให้กินเบต้าแคโรทีนขนาดสูง พร้อมกับฉายรังสี
ท่านที่เคยเขี่ยแครอทชิ้นน้อยทิ้งจากจานสเต็ค คงทราบแล้วว่า แครอทมีคุณประโยชน์มหาศาล นี่ยังไม่รวมถึงประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยให้ท่านดูสดชื่น บำรุงผิวพรรณ และช่วยในการขับถ่าย พืชผักทุกชนิดมีคุณสมบัติดีต่อร่างกายเหมือนกันหมด หากท่านอยากมีสุขภาพดี ก็ไม่ควรเขี่ยผักเหล่านี้ทิ้งแม้สักชิ้นเดียว
                                  เมนูจากแครอท


                        ตาใส ผิวสวย ด้วยซุปแครอท

                                         ซุปแครอท    


                                         
                                                                         เบคอนโรล


                                          
                                                             น้ำแครอท  

         
                                       
                                                                        เค้กแครอท


                                      แครอทลูกชิ้น (1)
                                      ลูกชิ้นแครอท

 

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556


1. เกาะ Bled, ประเทศสโลวีเนีย
          ทะเลสาบเบลดบริเวณภูเขาจูเลียนทางตอนเหนือของประเทศสโลวีเนียนั้น อยู่ติดกับหมู่บ้านเบลดตามชื่อของมัน ซึ่งมันเป็นเกาะตามธรรมชาติเพียงเกาะเดียวกลางแม่น้ำเท่านั้น บนเกาะนี้มีสิ่งปลูกสร้างรวมอยู่ด้วยกันมากมาย แต่สิ่งที่โดดเด่นเป็นสง่าที่สุดคงจะหนีไม้พ้น โบสถ์ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่การขึ้นไปจุติบนสวรรค์ของพระแม่มารีในช่วง ศตวรรษที่ 17 ซึ่งความสวยงามจากศิลปะแนวบารอกของที่นี่ ทำให้มันกลายเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานยอดนิยมเลยทีเดียว
2. เกาะ Pfalz, ประเทศเยอรมนี

          เกาะบริเวณแม่น้ำไรห์นนี้อยู่ระหว่างเมืองไมนซ์และเมืองโคเบลนซ์ และจากการที่หุบเขาซึ่งรายล้อมแม่น้ำแห่งนี้อยู่ค่อนข้างชัน ทำให้การเดินทางส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านแม่น้ำสายนี้แทน ยิ่งไปกว่านั้น สืบเนื่องจากการที่น้ำขึ้นค่อนข้างสูง ทำให้ปัจจุบันตัวเกาะจมหายไปกว่า 50% แล้ว เหลือไว้เพียงซากต้นไวน์และสิ่งก่อสร้างทรงหกเหลี่ยมเท่านั้น ซึ่งแม้ว่ามันจะยังคงงดงามควรค่าแก่การเยี่ยมชม แต่ไม่รู้ว่าต่อไปในอนาคตเกาะนี้จะจมลงไปอีกจนสูญหายไปเลยหรือเปล่า
3. เกาะ Visovac, ประเทศโครเอเชีย

          หนึ่งในเหตุผลที่เราควรไปชมเกาะนี้ด้วยตาตัวเองสักครั้ง ก็เพื่อชื่นชมอารามเก่าแก่บนเกาะนั่นเอง โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 1576 คณะฟรันซิสได้สร้างอารามขึ้นที่นี่ ส่วนปัจจุบันอารามนี้ได้ถูกจัดแสดงให้เข้าชมเป็นพิพิธภัณฑ์เป็นที่เรียบร้อย ในขณะที่พื้นที่ภายนอกถูกจัดเป็นสวนสวยงามให้คนได้เพลิดเพลินกับธรรมชาติ อย่างเต็มที่ ซึ่งต้นไซปรัสที่ล้อมรอบนั้น ดูเหมือนกับรั้วอันแข็งแกร่งที่คอยปกป้องอารามแห่งนี้เอาไว้เลยทีเดียว
4. เกาะ Heart, สหรัฐอเมริกา

          ด้วยรูปทรงหัวใจน่ารักสมชื่อ ทำให้เกาะบริเวณเมืองอเล็กซานเดรียนี้ดูเหมือนเกาะในจินตนาการอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรวมเข้ากับสถาปัตยกรรมอันสวยงามคลาสสิก ยิ่งทำให้มันดูเหมือนความฝันยิ่งขึ้นอีก ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นที่สุดจนเป็นตัวเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวให้แวะมาก็คือ Power House ตัวสร้างพลังงานบนเกาะ และ Alster Tower นั่นเอง
ภาพจาก Steinhuder-Meer
5. เกาะ Wilhelmstein, ประเทศเยอรมนี

          หากเทียบกับเกาะอื่น ๆ ที่ผ่านมา เกาะ Wilhelmstein เรียกได้ว่าเป็นเกาะที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยมันเป็นเกาะที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ด้วยการต่อเติมฐานหินทำให้มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแปลกตา ผิดกับเกาะที่เกิดจากธรรมชาติทั่วไป โดยดยุควิลเฮล์มแห่ง Schaumburg-Lippe สร้างมันขึ้นเพื่อเป็นป้อมปราการปกป้องอาณาจักรเล็ก ๆ ของตัวเอง และได้ใช้ประโยชน์จริงเมื่อปี 1787 ตอนที่ดยุคแห่ง Hessen-Kassel เข้าล้อมโจมตีแต่พ่ายแพ้กลับไป
6. เกาะ Mont Saint-Michel, ประเทศฝรั่งเศส

          ทุก ๆ ปีที่เกาะแห่งนี้จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยียนเฉลี่ยปีละ 3 ล้านคน และความงามของมันก็ถึงขนาดถูกองค์กร UNESCO ยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกมาแล้ว โดยเกาะแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของคนกว่า 40 คน และเป็นเขตปกครองของแถบนอร์มังดี ในขณะที่สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดบนเกาะแห่งนี้ก็คืออารามที่ถูกสร้าง ขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 นั่นเอง
7. เกาะ Trakai Island Castle, ประเทศลิทัวเนีย

          "Little Marienburg" คืออีกชื่อที่คนใช้เรียกปราสาทบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งปราสาทที่ดูเหมือนหลุดมาจากนิทานนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ก่อนจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 1409 และปัจจุบันงานคอนเสิร์ต รวมทั้งงานสังสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายก็เลือกจะมาจัดในสถานที่แห่งนี้ เพื่อให้มีบรรยากาศย้อนยุคเหมือนอยู่ในโลกเทพนิยาย นอกจากนี้ มันยังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมกันได้อีกด้วย โดยมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 300,000 คนต่อปี
8. เกาะ Loreto, ประเทศอิตาลี

          ทะเลสาบ Iseo หรือ Sebino คือทะเลสาบที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเมือง Lombardy และบนทะเลสาบแห่งนี้ก็มีเกาะอยู่มากมาย ซึ่งเกาะ Loreto ก็คือเกาะที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเกาะเหล่านั้น แต่ถ้าหากพูดถึงความสวยงามแล้วล่ะก็ รับรองว่าที่นี่ไม่ด้อยกว่าที่ไหนแน่นอน เพราะมันมีปราสาทแนวกอธิคที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1400 ตั้งอยู่ด้วย ทำให้มองเห็นเป็นทิวทัศน์ที่งดงาม
ภาพจาก linternaute
9. เกาะ Dark, สหรัฐอเมริกา

          เดิมทีปราสาทที่ตั้งอยู่บนเกาะบริเวณเส้นทางทะเล St. Lawrence นี้ มีชื่อว่าปราสาท Dark Castle ตามชื่อเกาะ แต่ได้เปลี่ยนมาเป็น Singer Castle เป็นที่เรียบร้อยในปัจจุบัน แถมยังมีข่าวว่ามันเคยเป็นที่ใช้ลักลอบขนส่งเหล้ารัมมาก่อนอีกด้วย อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามแล้ว มันยังเป็นแหล่งตกปลาจำพวกปลาแบสปากใหญ่และปลาไพค์เช่นกัน
10. เกาะ Pontikonisi, ประเทศกรีซ

          แม้ว่าอาราม Pantokrator เก่าแก่นี้จะไม่ได้ดูอลังการแบบปราสาทในเทพนิยายเหมือนที่อื่น ๆ ที่ผ่านมา แต่ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ไซดลาดิกอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ก็ช่วยให้อารามสีขาวนี้ดูงดงามไม่แพ้ที่ไหน ๆ ได้ไม่ยาก จนเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แห่แหนมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ นอกจากนี้ เกาะที่เล็กจนได้รับฉายาว่า Mouse Island แห่งนี้ยังเป็นแหล่งธรรมชาติอันสมบูรณ์ที่มีทั้งปลาและนกอาศัยอยู่มากมายอีก ด้วย

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

เหลือเชื่อ

                                     

...เรื่องประหลาดนี้เกิดขึ้นที่ประเทศอิตาลี บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐบาลพากันปิดปากเงียบ ที่ขบวนรถด่วน
ขบวนหนึ่งพร้อมกับผู้โดยสารหายลึกลับอย่างไร้ร่องรอย ขณะเคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์แห่งหนึ่งเมื่อปี
พ.ศ.๒๔๙๒ แล้วจู่ๆโผล่ออกมาอีกในสภาพเดิมทุกอย่าง เมื่อต้นปีนี้คือ พ.ศ.๒๕๓๕...

...ที่ประหลาดยิ่งขึ้น ผู้โดยสารจำนวน ๑๒๐ คน และพนักงานประจำรถ ๓ คน มีอายุเท่ากับวันที่หายเข้า
ไปในอุโมงค์ไม่มีใครแก่อายุมากขึ้นสักวันเดียว รูปร่างเหมือนเดิมทุกอย่าง และพวกเขายังเชื่อว่า...
 ทุกวันนี้ยังเป็น พ.ศ. ๒๔๙๒ อยู่...

...รัฐบาลอิตาลีเก็บเรื่องนี้เงียบที่จะพูดถึงขบวนรถด่วนหมายเลข เอฟ ๖๒๖ และยังไม่ยอมพูดถึงว่า...
เอาขบวนรถนั้นไปไว้ที่ไหนด้วย  ไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น ยังคอยจับตาผู้โดยสารทุกคนเว้นแต่มี ๒ คน...
ที่เป็นชาวต่างประเทศหลบหนีการสอบสวนไป  ส่วนพนักงานประจำรถ ๓ คน รัฐบาลได้เก็บตัวไว้ใน...
สถานที่หนึ่ง ไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณชน...

...ข่าวการหายไปของขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ หายลึกลับไป ๔๒ ปี และโผล่กลับมาอีกนั้น แม้ว่าทาง
การ พยายามปิดข่าว แต่หนังสือพิมพ์อิตาลีเกือบทุกฉบับสามารถที่จะติดตามมาเสนอได้ พยานทีได้
รับทราบเหตุการณ์ครั้งนี้เผย ตั้งแต่เริ่มต้นที่ขบวนรถด่วนนี้มีด้วยกัน ๑๓ โบกี้ หายเข้าไปในอุโมงค์...
รถไฟที่มีความยาว ๑ ใน ๔ ไมล์อย่างลึกลับไม่ยอมโผล่ออกไปอีกทางหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงปิดอุโมงค์ทำ
การค้นหา ซึ่งมีทั้งตำรวจและ นักวิทยาศาสตร์ โดยได้ค้นทุกตารางนิ้ว แต่ไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อยว่า
มันหายไปได้อย่างไร รางถึงกับรื้อออกแล้วนำมาวางใหม่ เมื่อค้นหากันไม่พบทำให้หลายคนเชื่อว่า...
มนุษย์ต่างดาวได้ทำการโจรกรรมโขมยรถด่วนนี้ไป ตามรายงานของ นสพ.อุโมงค์ได้เปิดอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อปี ๒๔๙๓ ตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าจะมีขบวนรถไฟผ่านไปมาเป็นพันขบวนก็ไม่มีอุบัติเหตุอันแปลก...
ประหลาดลี้ลับนั้นเกิดขึ้นอีกเลย...

...แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ก็มีคนพยายามค้นหาขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ แต่ก็พบว่า
มีแต่ความว่างเปล่า บางคนถึงกับสรุปว่า รถขบวนนี้ถูกหุ้มห่อด้วยกาลเวลาและเดินทางไปสู่อนาคตอัน
ไกลพ้น...

เรื่องราวแบบนี้เคยเกิดขึ้นในสหรัฐ เรืออินเซอร่า ซึ่งเป็นเรือคุ้มครองเรือประจัญบานของกองทัพเรือสหรัฐ
จู่ๆก็หายอย่างลึกลับจากอู่เรือที่ฟิลาเดลเฟียในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่แล้วจู่ๆก็ไปปรากฏตัวที่
ฐานทัพเรือนอร์ฟอร์ด ซึ่งทุกวันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้...

...เมื่อรัฐบาลปิดข่าว หนังสืออิตาลีก็พยายามที่จะขุดค้นออกมา ในที่สุดหนังสือพิมพ์โรมเดลี่ที่ขายดีมาก
สามารถไปคว้าเอาเทปมาริโอ ฟรานซินี ช่างเครื่องรถไฟขบวนนี้มาตีแผ่ได้ ซึ่งมีดังนี้...

"ขณะที่ขบวนรถเคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์นั้น ไม่นานนักก็มีหมอกสีขาวหนาลอยฟ่อง สมองรู้สึกปั่นป่วนไป
หมด จากนั้นก็หมดสติไม่รู้สึกตัว มาได้สติอีกครั้งหนึ่งเมื่อขบวนรถได้ออกจากอุโมงค์แล้ว เราคิดว่าเวลา
คงจะห่างกันไม่ถึงนาทีดี แต่ที่ไหนได้ เมื่อขบวนรถเรากลับมาถึงสถานีโบล้อคน่าถึงได้ทราบว่า ได้ห่างกัน
ถึง ๔๒ ปี นี่คือสิ่งเดียวที่เรารู้ "

...ผู้โดยสารอื่นๆก็ให้การคล้ายคลึงกันว่า มีหมอกลงจัดเมื่อเวลาเข้าอุโมงค์แล้วก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย...
...ผู้โดยสารขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ ๒ คน ที่หลบการให้การคือ อดอล์ฟ โรเนอร์
เป็นชาวเยอรมันกับมาร์ติน บาร์ตเลตต์ ชาวแอฟริกาใต้ สำหรับโรเนอร์มีนักข่าวอิตาลีได้โทรศัพท์ไป...
หลอกถาม โดยอ้างว่าเป็นผู้โดยสารรถด่วนนั้นด้วยกัน...

...โรเนอร์ได้เล่าว่า ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปมาก ตอนที่เขาหายไปพร้อมกับขบวนรถไฟนั้นเขาอายุ ๓๐ ปี
มีลูกชายอายุ ๑๐ ขวบ " เดี๋ยวนี้ลูกชายผมอายุ ๕๒ ปีแล้ว อ้วนและเป็นโรคหัวใจ ส่วนภรรยาผมก็ย่างเข้า
๗๐ ปีแล้ว กำลังเป็นโรคเบาหวาน ส่วนผมกลับอายุเพียง ๓๐ ปี เท่านั้น เท่ากับเมื่อปี ๒๔๙๒ ...

...เรื่องราวเหล่านี้เป็นความลึกลับของโลกที่อธิบายได้ยาก ซับซ้อน น่าอัศจรรย์ใจ ต่อผู้ที่ได้รับฟัง

เป็นอย่างยิ่ง...

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556

10 อันดับ อุบัติเหตุทางอากาศ ที่ร้ายแรงที่สุดในโลก !


                         
 
10. อุบัติเหตุ McDonnell Douglas DC-8-61 ไฟไหม้ 
วันที่ : 11 กรกฎาคม 1991
สายการบิน : Nigeria Airways
เที่ยวบิน : 2120
เครื่องบิน : McDonnell Douglas DC-8-61
สถานที่เกิดเหตุ : กรุงเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย
สาเหตุของอุบัติเหตุ : เกิดไฟไหม้ลามเข้าไปใน Hydraulic Line หลังจากออกบินไม่นาน ทำให้เครื่องเสียการควบคุมระดับความสูง
จำนวนผู้เสียชีวิต : 261 คน จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ : 0 คน 

 
9. อุบัติเหตุ Airbus A300B4-622R ร่อนลงผิดพลาด 
วันที่ : 26 เมษายน 1994
สายการบิน : China Airlines
เที่ยวบิน : CI140
เครื่องบิน : Airbus A300B4-622R
สถานที่เกิดเหตุ : เมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น
สาเหตุของอุบัติเหตุ : ลูกเรือบังคับเครื่องผิดพลาดขณะกำลังร่อนลง เครื่องเสียระดับและหยุดกลางคัน
จำนวนผู้เสียชีวิต : 264 คน จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ : 7 คน 

 
8. อุบัติเหตุ Airbus A300-600 ตกใส่ย่านที่พักอาศัย 
วันที่ : 12 พฤษภาคม 2001
สายการบิน : American Airlines
เที่ยวบิน : AA587
เครื่องบิน : Airbus A300-600
สถานที่เกิดเหตุ : Belle Harbor กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา
สาเหตุของอุบัติเหตุ : Vertical Stabilizer หลุดออกจากตัวเครื่อง (ความผิดพลาดของนักบินในการตอบสนองต่อ Turbulence) ทำให้เครื่องบินตกใส่ผู้คนและที่พักอาศัย
จำนวนผู้เสียชีวิต : 265 คน (รวมผู้เสียชีวิตบนพื้นดิน 5 คน) จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ : 1 คน 

 
7. อุบัติเหตุ McDonnell Douglas DC-10 เครื่องยนต์ชำรุด 
วันที่ : 25 พฤษภาคม 1979
สายการบิน : American Airlines
เที่ยวบิน : AA191
เครื่องบิน : McDonnell Douglas DC-10
สถานที่เกิดเหตุ : ท่าอากาศยาน O'Hare เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา
สาเหตุของอุบัติเหตุ : เครื่องยนต์หลุดออกจากปีกขณะบินขึ้น (ความผิดพลาดจากฝ่ายซ่อมบำรุง) เครื่องเสียหลักและตกใส่ชุมชนบ้านรถพ่วง
จำนวนผู้เสียชีวิต : 273 คน (รวม 2 คนบนพื้นดิน) จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ : 2 คน 

 
6. อุบัติเหตุ Airbus A300B2-203 ถูกยิงโดยเรือรบ USS 
วันที่ : 3 กรกฎาคม 1988
สายการบิน : Iran Air
เที่ยวบิน : 655
เครื่องบิน : Airbus A300B2-203
สถานที่เกิดเหตุ : อ่าวเปอร์เซียร์
สาเหตุของอุบัติเหตุ : IR655 เป็นเที่ยวบินพลเรือนของอิหร่านแอร์ กำลังมุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกยิงตกด้วย missile ของเรือลาดตระเวน USS Vincennes (CG-49) ในอ่าวเปอร์เซีย ทางการสหรัฐแถลงว่า เกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบเตือนภัย AEGIS ที่ระบุ เครื่องบินพาณิชย์ที่กำลังไต่ระดับขึ้นผิดพลาด เป็น เครื่องบิน เอฟ-14 ทอมแคท ของอิหร่าน กำลังลดระดับลงเพื่อเตรียมโจมตี เจ้าหน้าทื่จึงได้ส่งสัญญาณวิทยุเตือนนักบินของอิหร่านแอร์ ด้วยความถี่ฉุกเฉินทางทหารจำนวน 7 ครั้ง ความถี่ฉุกเฉินพลเรือนจำนวน 3 ครั้ง แต่ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ (เนื่องจากนักบินเข้าใจว่า คำเตือนนั้นหมายถึงเครื่องบินลาดตระเวน พี-3 ของอิหร่าน ที่บินอยู่ในบริเวณนั้นเป็นประจำ)
จำนวนผู้เสียชีวิต : 290 จำนวนผู้เสียชีวิต : 290 คน จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ : 0 คน 

 
5. อุบัติเหตุ Lockheed L1011-200 Tristar เกิดไฟไหม้ขณะกำลังบินขึ้น 
วันที่ : 19 สิงหาคม 1980
สายการบิน : Saudi Arabian Airlines
เที่ยวบิน : SV163
เครื่องบิน : Lockheed L1011-200 Tristar
สถานที่เกิดเหตุ : ท่าอากาศยานนานาชาติ King Khalid กรุงริยาดห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย
สาเหตุของอุบัติเหตุ : เกิดไฟไหม้ขณะกำลังบินขึ้น หลังจากลงจอดฉุกเฉินแล้วประตูเครื่องขัดข้องไม่สามารถเปิดได้ คนบนเครื่องเสียชีวิตเพราะถูกรมควันและถูกไฟคลอก ลูกเรือขาดการฝึกเรื่องอพยพผู้โดยสารหนีจากไฟไหม้ และความผิดพลาดของนักบิน
จำนวนผู้เสียชีวิต : 301 คน จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ : 0 คน 

 
4. อุบัติเหตุ McDonnell Douglas DC-10-10 เสียการทรงตัว 
วันที่ : 3 มีนาคม 1974
สายการบิน : Turkish Airlines
เที่ยวบิน : TK981
เครื่องบิน : McDonnell Douglas DC-10-10
สถานที่เกิดเหตุ : เมืองแอมเมอนงวิลล์ ประเทศฝรั่งเศส
สาเหตุของอุบัติเหตุ : ประตูห้องสัมภาระเปิดออกขณะบิน ทำให้ความดันอากาศในห้องโดยสารลดลง และเสียการทรงตัว (ความผิดพลาดตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเครื่องบิน)
จำนวนผู้เสียชีวิต : 346 คน จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ : 0 คน 

 
3. อุบัติเหตุ Boeing 747-100 (Saudi) / Ilyushin II-76 (Kazakhstan) ชนกันกลางอากาศ 
วันที่ : 12 พฤศจิกายน 1996
สายการบิน : Saudi Arabian Airlines / Air Kazakhstan
เที่ยวบิน : SV763 / 9Y1907
เครื่องบิน : Boeing 747-100 (Saudi) / Ilyushin II-76 (Kazakhstan)
สถานที่เกิดเหตุ : เมือง Charkhi Dahdri ประเทศอินเดีย
สาเหตุของอุบัติเหตุ : เครื่องบินชนกันกลางอากาศ,ความผิดพลาดของนักบิน (Air Kazakhstan),การสื่อสารแย่,ทัศนวิสัยไม่ดี,ระบบเรด้าของสนามบินที่ล้าสมัย และเครื่องบินทั้ง 2 ลำไม่มีระบบ TCAS (ระบบป้องกันการชนกันกลางอากาศ)
จำนวนผู้เสียชีวิต : 312 / 37 คน (รวม 349 คน) จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ : 0 / 0 คน 

 
2. อุบัติเหตุ Boeing 747-SR46 เสียการควบคุม 
วันที่ : 12 สิงหาคม 1985
สายการบิน : Japan Airlines
เที่ยวบิน : JL123
เครื่องบิน : Boeing 747-SR46
สถานที่เกิดเหตุ : ภูเขาโอสุทากะ จังหวัดกุนมะ ประเทศญี่ปุ่น
สาเหตุของอุบัติเหตุ : Vertical stabilizer หลุดออกจากตัวเครื่อง (เหตุจากความผิดพลาดในการซ่อมบำรุง) และเสียการควบคุม
จำนวนผู้เสียชีวิต : 520 คน จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ : 4 คน
 
 
หลังจากเครื่องหายไปจากจอเรด้าร์ ทหารอเมริกาได้แจ้งไปยัง บริษัท เจแปนแอร์ไลน์ และส่งเครื่องบิน C130 ออกค้นหาทันที จนกระทั่ง 20 นาทีหลังจากเกิดเหตุ เครื่องบิน C130 ของอเมริกาได้พบจุดที่เกิดเหตุเป็นเจ้าแรก และทางฐานทัพอเมริกาประจำที่ Yokota ติดต่อยื่นมือช่วยเหลือ โดยจะส่งเฮลิคอปเตอร์อันทันสมัยเข้าไปหย่อนทีมกู้ภัย แต่ทางเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นปฎิเสธ ไม่ให้เข้ายุ่งเกี่ยวเด็ดขาด 

 
ทว่าการค้นหาของทางญี่ปุ่นเองก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นบริเวณป่าเขารกทึบ และเป็นเวลาใกล้ค่ำ ทัศนวิสัยไม่ดี ไม่สามารถใช้ ฮ.ได้ ซึ่งกว่าทีมกู้ภัยจะเข้าไปถึงที่เกิดเหตุก็ใช้เวลาหลายชั่วโมง
 
งานนี้คนจำนวนมากไม่พอใจที่ทีมช่วยเหลือญี่ปุ่นที่มาช้า แถมไม่รับการช่วยเหลือจากทหารอเมริกาอีก เพราะถ้ามาเร็วเคลมเร็ว จำนวนผู้เสียชีวิตคงไม่มากมายขนาดนี้ ด้วยไฟที่ลามคลอกตัวกับการเสียเลือดมาก และอากาศที่หนาวเย็น ทำให้คนที่บาดเจ็บสาหัสทนพิษบาดแผลไม่ไหวจนเสียชีวิตจำนวนมาก 

 
1. อุบัติเหตุ Boeing 747-121 (Pan Am) / Boeing 747-206B (KLM) ประสานงากันบนรันเวย์ 
วันที่ : 27 มีนาคม 1977
สายการบิน : KLM Royal Dutch Airlines / Pan American World Airlines
เที่ยวบิน : KL4805 / PA1736
เครื่องบิน : Boeing 747-121 (Pan Am) / Boeing 747-206B (KLM)
สถานที่เกิดเหตุ : ท่าอากาศยาน Los Rodeos บนเกาะ Tenerife ในหมู่เกาะคานารี ประเทศสเปน
สาเหตุของอุบัติเหตุ : เครื่องบินชนประสานงากันบนรันเวย์ขณะทำการบินขึ้น,ความผิดพลาดของนัก บิน(KLM),ความผิดพลาดของหอบังคับการบินในเรื่องความกำกวมของภาษา
จำนวนผู้เสียชีวิต : 248 / 335 คน (รวม 583 คน) จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ : 0 / 61 คน (คนบนเครื่อง Pan Am)
 
โดยจุดเริ่มต้นของอุบัติเหตุครั้งนี่เกิดจากการขู่จะมีก่อวินาศกรรมที่สนาม บิน Las Pamas ทำให้เที่ยวบินทุกเที่ยวบินที่จะไปลงที่นั่นถูกย้ายให้ไปลงที่ Tenerife แทน ตอนนั้นเรื่องการตรงต่อเวลาของสายการบินค่อนข้างเคร่งครัดมาก ทำให้นักบินของ KLM เกิดความเครียด บวกกับสภาพอากาศที่แย่ลง ทำให้นักบิน KLM กังวลว่า จะไปไม่ทันเวลา เพราะช่วงนั้นถ้าไปไม่ทันเวลานักบินจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำการบินทันที และหลังจากนั้นนักบินก็นำเครื่องขึ้นโดยที่หอยังไม่ได้อนุญาตให้ขึ้น ซึ่งต่อมาก็ไปชนกับเครื่องของ Pan Am ที่อยู่บนรันเวย์
 
ความเข้าใจผิดในการสื่อสาร คือ Co-pilote ของ KLM บอกหอบังคับว่า We're at take off ซึ่งหมายถึง กำลังจะ take off และทางหอบังคับตอบว่า OK ซึ่งทางหอบังคับเข้าใจว่า KLM อยู่ใน take off position เพื่อรอคำสั่งต่อไป แต่ KLM เข้าใจว่า OK คือ เป็น take off clearance แล้ว จึงขึ้นบินทันที 

 
ตอนชนกันนั้น KLM พยายามขึ้นบินแล้ว ขณะที่ Pan Am ที่อยู่บนพื้นก็พยายามหักหลบแต่ไม่พ้น ผลทำให้ KLM ระเบิดเละ คนเสียชีวิตยกลำ แต่ Pan AM หลังคาส่วนบนเปิดแล้วเกิดไฟไหม้ จึงทำให้มีคนรอดชีวิตจำนวนหนึ่ง 

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

นก 10 สายพันธุ์สวยแปลกราวกับแต่งด้วยโฟโต้ชอป

นก 10 สายพันธุ์สวยแปลกราวกับแต่งด้วยโฟโต้ชอป
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก birdforum.netshuangxingfu.blogspot.comsurfbirds.com,northrup.org

        นกที่เห็นกันทั่วไปมักไม่ค่อยจะแตกต่างกัน ทั้งรูปร่าง ขนาด และสีสัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่น่าตื่นเต้นอะไรกับการเจอนกสักตัวเกาะอยู่บนต้นไม้ แต่เชื่อว่า หลังจากที่ได้เห็นนก 10 สายพันธุ์ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ทุกคนจะต้องตะลึงและทึ่งกับความมหัศจรรย์ในสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างแน่นอน งานนี้บอกได้เลยว่า แต่ละตัวสวยแปลกตาราวกับใช้โฟโต้ชอปแต่งภาพเลยทีเดียว ส่วนจะมีนกชนิดใดบ้างนั้น เรามาดูพร้อม ๆ กันเลยจ้า 




        นกที่เห็นกันทั่วไปมักไม่ค่อยจะแตกต่างกัน ทั้งรูปร่าง ขนาด และสีสัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่น่าตื่นเต้นอะไรกับการเจอนกสักตัวเกาะอยู่บนต้นไม้ แต่เชื่อว่า หลังจากที่ได้เห็นนก 10 สายพันธุ์ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ทุกคนจะต้องตะลึงและทึ่งกับความมหัศจรรย์ในสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างแน่นอน งานนี้บอกได้เลยว่า แต่ละตัวสวยแปลกตาราวกับใช้โฟโต้ชอปแต่งภาพเลยทีเดียว ส่วนจะมีนกชนิดใดบ้างนั้น เรามาดูพร้อม ๆ กันเลยจ้า 



        นกที่เห็นกันทั่วไปมักไม่ค่อยจะแตกต่างกัน ทั้งรูปร่าง ขนาด และสีสัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่น่าตื่นเต้นอะไรกับการเจอนกสักตัวเกาะอยู่บนต้นไม้ แต่เชื่อว่า หลังจากที่ได้เห็นนก 10 สายพันธุ์ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ทุกคนจะต้องตะลึงและทึ่งกับความมหัศจรรย์ในสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างแน่นอน งานนี้บอกได้เลยว่า แต่ละตัวสวยแปลกตาราวกับใช้โฟโต้ชอปแต่งภาพเลยทีเดียว ส่วนจะมีนกชนิดใดบ้างนั้น เรามาดูพร้อม ๆ กันเลยจ้า 


นกอันเดียน ค็อกออฟเดอะร็อก (Andean Cock-of-the-Rock)
         10. นกอันเดียน ค็อกออฟเดอะร็อก (Andean Cock-of-the-Rock) 
         หากไม่เห็นตัวจริงอาจทำให้หลายคนคิดว่าเป็นภาพที่ตกแต่งด้วยเครื่องมือขยายส่วน ในโปรแกรมโฟโต้ชอปแน่ ๆ เพราะบนหัวของนกตัวผู้ชนิดนี้จะมีหงอนยื่นออกมาพร้อมกับขนปุกปุยสีส้มสดสุดน่ารัก เหมือนมันใช้ผ้าคลุมไว้อย่างไรอย่างนั้น ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นแบบนี้นี่เอง ที่ส่งผลให้นกอันเดียน ค็อกออฟเดอะร็อก กลายเป็นนกประจำชาติของประเทศเปรูไปแล้ว

         หากไม่เห็นตัวจริงอาจทำให้หลายคนคิดว่าเป็นภาพที่ตกแต่งด้วยเครื่องมือขยายส่วน ในโปรแกรมโฟโต้ชอปแน่ ๆ เพราะบนหัวของนกตัวผู้ชนิดนี้จะมีหงอนยื่นออกมาพร้อมกับขนปุกปุยสีส้มสดสุดน่ารัก เหมือนมันใช้ผ้าคลุมไว้อย่างไรอย่างนั้น ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นแบบนี้นี่เอง ที่ส่งผลให้นกอันเดียน ค็อกออฟเดอะร็อก กลายเป็นนกประจำชาติของประเทศเปรูไปแล้ว
       
นกขุนแผนมรกต (Resplendent Quetzal)
        9. นกขุนแผนมรกต (Resplendent Quetzal) 
        ความพิเศษของนกชนิดนี้ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งนกประจำชาติของประเทศกัวเตมาลาเท่านั้น แต่มันยังมีสีสันสะดุดตาด้วย ไม่ว่าจะเป็นขนสีขาวกับสีแดงสดบริเวณลำตัว และหางยาว ๆ สีเขียวมรกตอันเป็นที่มาของชื่อ ที่ช่วยให้ลำตัวเล็ก ๆ มีความโดดเด่นขึ้น โดยลำตัวของมันยาวถึง 32 เซนติเมตร โดยส่วนมากจะพบในเขตป่าใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณหุบเขาสูง


        ความพิเศษของนกชนิดนี้ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งนกประจำชาติของประเทศกัวเตมาลาเท่านั้น แต่มันยังมีสีสันสะดุดตาด้วย ไม่ว่าจะเป็นขนสีขาวกับสีแดงสดบริเวณลำตัว และหางยาว ๆ สีเขียวมรกตอันเป็นที่มาของชื่อ ที่ช่วยให้ลำตัวเล็ก ๆ มีความโดดเด่นขึ้น โดยลำตัวของมันยาวถึง 32 เซนติเมตร โดยส่วนมากจะพบในเขตป่าใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณหุบเขาสูง


นกยูงขาว  (White Peacocks)
        8. นกยูงขาว  (White Peacocks)
        แค่ได้ชื่อว่าเป็นนกยูงก็การันตีความสวยงามอยู่แล้ว แต่กลับน่าสนใจขึ้นอีกหลายเท่าเมื่อขนของมันกลายสีขาวทั่วทั้งตัว โดยเฉพาะเวลาที่รำแพนหางออกแล้วเดินเฉิดฉายไปมา ให้ความรู้สึกเดียวกับเจ้าหญิงในเทพนิยายเลยก็ว่าได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้แตกต่างไปจากสายพันธุ์ปกติ ก็เนื่องมาจากความผิดปกติของยีนที่ควบคุมการเกิดเม็ดสีนั่นเอง
        แค่ได้ชื่อว่าเป็นนกยูงก็การันตีความสวยงามอยู่แล้ว แต่กลับน่าสนใจขึ้นอีกหลายเท่าเมื่อขนของมันกลายสีขาวทั่วทั้งตัว โดยเฉพาะเวลาที่รำแพนหางออกแล้วเดินเฉิดฉายไปมา ให้ความรู้สึกเดียวกับเจ้าหญิงในเทพนิยายเลยก็ว่าได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้แตกต่างไปจากสายพันธุ์ปกติ ก็เนื่องมาจากความผิดปกติของยีนที่ควบคุมการเกิดเม็ดสีนั่นเอง
     
นกเบลเบิร์ด (Three-Wattled Bellbird)
        7. นกเบลเบิร์ด (Three-Wattled Bellbird)

        สีสันโดยรวมเหมือนกับนกในตระกูลเหยี่ยวไม่มีผิดเพี้ยน แต่แตกต่างกันตรงหนวดสีดำที่ยื่นยาวออกมาจากจงอยปาก กับขนสีดำรอบดวงตาเหมือนกรีดอายไลเนอร์ นอกจากนี้ถึงแม้ลุคจะดูเหี้ยมโหด ทว่านิสัยส่วนตัวกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะเป็นนกที่กินพืชเป็นอาหารหลัก โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รีทั้งหลายนั่นเอง
        7. นกเบลเบิร์ด (Three-Wattled Bellbird)
        สีสันโดยรวมเหมือนกับนกในตระกูลเหยี่ยวไม่มีผิดเพี้ยน แต่แตกต่างกันตรงหนวดสีดำที่ยื่นยาวออกมาจากจงอยปาก กับขนสีดำรอบดวงตาเหมือนกรีดอายไลเนอร์ นอกจากนี้ถึงแม้ลุคจะดูเหี้ยมโหด ทว่านิสัยส่วนตัวกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะเป็นนกที่กินพืชเป็นอาหารหลัก โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รีทั้งหลายนั่นเอง
        สีสันโดยรวมเหมือนกับนกในตระกูลเหยี่ยวไม่มีผิดเพี้ยน แต่แตกต่างกันตรงหนวดสีดำที่ยื่นยาวออกมาจากจงอยปาก กับขนสีดำรอบดวงตาเหมือนกรีดอายไลเนอร์ นอกจากนี้ถึงแม้ลุคจะดูเหี้ยมโหด ทว่านิสัยส่วนตัวกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะเป็นนกที่กินพืชเป็นอาหารหลัก โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รีทั้งหลายนั่นเอง
       
นกจงอยปากรองเท้า (Shoebill)
        6. นกจงอยปากรองเท้า (Shoebill)
        จัดอยู่ในตระกูลของนกกระสาซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ที่จงอยปากใหญ่ ๆ คล้ายกับรูปทรงของหัวรองเท้า ส่วนมากจะอาศัยอยู่บริเวณบึงใหญ่ ๆ และกินสัตว์เล็กเป็นอาหารหลัก อย่างเช่น ปลา กบ ลูกจระเข้ และลูกนก เป็นต้น ในตอนนี้ประชากรของพวกมันมีจำนวนลดน้อยลงไปมาก ดังนั้นหากใครอยากเห็นตัวจริงอาจต้องลงทุนเดินทางไปยังเขตชายแดนระหว่างซูดานกับเซอเบียเลยทีเดียว
   

        จัดอยู่ในตระกูลของนกกระสาซึ่งมีลักษณะเด่นอยู่ที่จงอยปากใหญ่ ๆ คล้ายกับรูปทรงของหัวรองเท้า ส่วนมากจะอาศัยอยู่บริเวณบึงใหญ่ ๆ และกินสัตว์เล็กเป็นอาหารหลัก อย่างเช่น ปลา กบ ลูกจระเข้ และลูกนก เป็นต้น ในตอนนี้ประชากรของพวกมันมีจำนวนลดน้อยลงไปมาก ดังนั้นหากใครอยากเห็นตัวจริงอาจต้องลงทุนเดินทางไปยังเขตชายแดนระหว่างซูดานกับเซอเบียเลยทีเดียว
   
นกสแตนดาร์ดวิงค์ ไนท์จาร์ (Standard-Winged Nightjar)
        5. นกสแตนดาร์ดวิงค์ ไนท์จาร์ (Standard-Winged Nightjar)
        นกธรรมดาที่ไม่ธรรมดาด้วยความโดดเด่นของขนใบพัดสีดำอันใหญ่ขนาดเกือบเท่าลำตัวที่ยื่นยาวออกจากปีกประมาณ 10 เซนติเมตร เพื่อใช้ดึงดูดความสนใจจากนกตัวเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์นั่นเอง นกสแตนดาร์ดวิงค์ ไนท์จาร์เป็นนกอีกหนึ่งชนิดที่พบมากในทวีปแอฟริกา แถบฝากตะวันออกของประเทศเซเนกัลเรื่อยไปจนถึงประเทศเอธิโอเปีย


        นกธรรมดาที่ไม่ธรรมดาด้วยความโดดเด่นของขนใบพัดสีดำอันใหญ่ขนาดเกือบเท่าลำตัวที่ยื่นยาวออกจากปีกประมาณ 10 เซนติเมตร เพื่อใช้ดึงดูดความสนใจจากนกตัวเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์นั่นเอง นกสแตนดาร์ดวิงค์ ไนท์จาร์เป็นนกอีกหนึ่งชนิดที่พบมากในทวีปแอฟริกา แถบฝากตะวันออกของประเทศเซเนกัลเรื่อยไปจนถึงประเทศเอธิโอเปีย


นกริบบอนเทล แอสทราเปีย (Ribbon-Tailed Astrapia)
        4. นกริบบอนเทล แอสทราเปีย (Ribbon-Tailed Astrapia)
        เมื่อได้เห็นภาพแล้วคงทำให้หลายคนสงสัยไม่น้อยเลยว่า พวกมันสามารถพาตัวเองบินเหนือพื้นดินได้อย่างไร ในเมื่อมีหางที่อาจมีความยาวถึง 1 เมตร ทั้ง ๆ ที่ขนาดลำตัวเล็กนิดเดียว อย่างมากก็ไม่เกิน 32 เซนติเมตรเท่านั้นเอง ดังนั้นรูปร่างของมันจึงเหมือนกับโดนต่อเติมด้วยโฟโต้ชอป นอกจากนี้ยังเป็นนกที่พบเห็นได้ยาก โดยจะเจอเฉพาะที่ราบสูงในประเทศปาปัวนิวกินีเท่านั้น


        เมื่อได้เห็นภาพแล้วคงทำให้หลายคนสงสัยไม่น้อยเลยว่า พวกมันสามารถพาตัวเองบินเหนือพื้นดินได้อย่างไร ในเมื่อมีหางที่อาจมีความยาวถึง 1 เมตร ทั้ง ๆ ที่ขนาดลำตัวเล็กนิดเดียว อย่างมากก็ไม่เกิน 32 เซนติเมตรเท่านั้นเอง ดังนั้นรูปร่างของมันจึงเหมือนกับโดนต่อเติมด้วยโฟโต้ชอป นอกจากนี้ยังเป็นนกที่พบเห็นได้ยาก โดยจะเจอเฉพาะที่ราบสูงในประเทศปาปัวนิวกินีเท่านั้น


นกพิลูซอนหัวใจเลือด (Luzon Bleeding-Heart)
        3. นกพิลูซอนหัวใจเลือด (Luzon Bleeding-Heart)
        ที่มาของชื่อสืบเนื่องมาจากเป็นนกประจำถิ่นเมืองลูซอน เกาะที่มีขนาดใหญที่สุดของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมาพร้อมกับกระจุกสีแดงราวกับเลือดสดบริเวณหน้าอกเหมือนมีบาดแผลติดตัวอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะนั่ง ยืน หรือเดิน ถ้าหากไม่รู้ก็อาจจะคิดได้ว่ามันโดนทำร้ายมาก็ได้ โดยวงสีแดงของตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าของตัวเมีย ซึ่งพบเห็นพวกมันได้ตามป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และบนภูเขาที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 1,400 เมตร

        ที่มาของชื่อสืบเนื่องมาจากเป็นนกประจำถิ่นเมืองลูซอน เกาะที่มีขนาดใหญที่สุดของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมาพร้อมกับกระจุกสีแดงราวกับเลือดสดบริเวณหน้าอกเหมือนมีบาดแผลติดตัวอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะนั่ง ยืน หรือเดิน ถ้าหากไม่รู้ก็อาจจะคิดได้ว่ามันโดนทำร้ายมาก็ได้ โดยวงสีแดงของตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าของตัวเมีย ซึ่งพบเห็นพวกมันได้ตามป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และบนภูเขาที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 1,400 เมตร
       
นกอัมเบลลาเบิร์ด
        2. นกอัมเบลลาเบิร์ด (Long-Wattled Umbrellabird)
        หรือเรียกกันว่านกหงอนร่มเหนียงยาว เนื่องจากเหนือแผงอกใกล้กับจงอยปากมีเหนียงสีดำปกคลุมด้วยขนสั้น ๆ ยื่นออกมา ซึ่งมีไว้ใช้ขับเสียงของตัวเองให้ดังก้อง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากตัวเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์ เป็นนกที่พบได้ในป่าเขาที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 80 - 1,800 เมตร ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มีลำตัวค่อนข้างใหญ่ง่ายต่อการล่า ส่งผลให้จำนวนของพวกมันลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว และตอนนี้มีให้เห็นเฉพาะในเขตสงวนเท่านั้น
        หรือเรียกกันว่านกหงอนร่มเหนียงยาว เนื่องจากเหนือแผงอกใกล้กับจงอยปากมีเหนียงสีดำปกคลุมด้วยขนสั้น ๆ ยื่นออกมา ซึ่งมีไว้ใช้ขับเสียงของตัวเองให้ดังก้อง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากตัวเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์ เป็นนกที่พบได้ในป่าเขาที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 80 - 1,800 เมตร ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น มีลำตัวค่อนข้างใหญ่ง่ายต่อการล่า ส่งผลให้จำนวนของพวกมันลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว และตอนนี้มีให้เห็นเฉพาะในเขตสงวนเท่านั้น
       
นกคิงส์ ออฟ แซกโซนี (King of Saxony Bird of Paradise)


        ถือได้ว่าเป็นสาพันธุ์นกที่มีความสวยงามมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เพราะบริเวณเหนือดวงตากลมใสดำสนิทกลับมีก้านสีขาวโผล่พ้นออกมาประดับด้วยขนเล็ก ๆ เกาะอยู่โดยรอบเหมือนกับสายรุ้งไม่มีผิด และมีความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวกว่าขนาดลำตัวของนกถึง 1 เท่า ทั้งนี้ สามารถพบนกประเภทดังกล่าวได้ตามป่าเขาในประเทศปาปัวนิวกินีเท่านั้น
        ถือได้ว่าเป็นสาพันธุ์นกที่มีความสวยงามมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เพราะบริเวณเหนือดวงตากลมใสดำสนิทกลับมีก้านสีขาวโผล่พ้นออกมาประดับด้วยขนเล็ก ๆ เกาะอยู่โดยรอบเหมือนกับสายรุ้งไม่มีผิด และมีความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวกว่าขนาดลำตัวของนกถึง 1 เท่า ทั้งนี้ สามารถพบนกประเภทดังกล่าวได้ตามป่าเขาในประเทศปาปัวนิวกินีเท่านั้น










        1.  นกคิงส์ ออฟ แซกโซนี (King of Saxony Bird of Paradise)