วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

1. เครื่องเทศแพงที่สุดในโลก - แซฟฟรอน

แซฟฟรอน เป็นเครื่องเทศที่ได้มาจากเกสรตัวเมีย (สีแดงอมส้ม) ของดอกแซฟฟรอน โครคัส ซึ่งแต่ละดอกจะมีเพียง 3 เกสรเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ การที่จะผลิตแซฟฟรอนแห้งให้ได้น้ำหนักเพียง 1 ปอนด์ (0.45 ก.ก.) จะต้องใช้ดอกแซฟฟรอน โครคัส มากถึง 50,000-75,000 ดอก หรือปริมาณมากเท่ากับ 1 สนามฟุตบอลเลยทีเดียว ดอกโครคัส พบได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก อาทิ ประเทศสเปน กรีซ อิหร่าน อินเดีย โมร็อกโก เป็นต้น แต่ประเทศที่ผลิตเครื่องเทศแซฟฟรอนได้มากที่สุดในโลกก็คือ อิหร่าน ซึ่งคิดเป็นส่วนมากถึง 94 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการผลิตทั่วโลก ประเทศที่นิยมใช้แซฟฟรอนเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหารได้แก่ อิหร่าน และประเทศอาหรับอื่นๆ รวมถึงประเทศในแถบเอเชียกลาง อินเดีย ตุรกี ยุโรป ฯลฯ

ราคาขายส่งและขายปลีกของเครื่องเทศชนิดนี้อยู่ที่ระหว่าง 500-5,000 เหรียญสหรัฐต่อหนึ่งปอนด์ (ราว 17,000-170,000 บาท/0.45 ก.ก) หรือ 1,100-11,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (ราว 37,400 - 374,000 บาท/ก.ก.)
2. ถั่วแพงที่สุดในโลก - แมคคาเดเมีย 
ถั่วที่มีราคาแพงที่สุดในโลก คือ ถั่วแมคคาเดเมีย ถั่วชนิดนี้จะให้ผลผลิตต่อเมื่อมีอายุตั้งแต่ 7-10 ปีขึ้นไป ซึ่งการปลูกให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้นจะต้องหมั่นคอยดูแลใส่ปุ๋ย และปลูกในที่ๆ มีฝนตกชุก ถั่วชนิดนี้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอยู่หลายสายพันธุ์ด้วยกัน โดยมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศออสเตรเลียมากถึง 7 สายพันธุ์ ที่นิว คาเลโดเนีย 1 สายพันธุ์ และ ที่เมืองสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย อีก 1 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่มีความสำคัญและมีมูลค่าในเชิงการค้ามากที่สุดมีเพียง 2 สายพันธุ์ คือ Macadamia integrifolia และ Macadamia tetraphylla ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในรัฐนิวเซาธ์ เวลส์ และควีนสแลนด์ ของประเทศออสเตรเลีย ไร่แมคคาเดเมียที่ปลูกขึ้นเพื่อการค้าเป็นครั้งแรก เกิดขึ้นในช่วงต้นของยุคปี ค.ศ. 1880 (พ.ศ. 2423) ในรัฐนิวเซาธ์ เวลส์ ของประเทศออสเตรเลีย อีก 2 ปีต่อมาได้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์แมคคาเดเมียจากออสเตรเลียไปทดลองปลูกที่ ฮาวาย และเริ่มมีการปลูกแมคคาเดเมียในเชิงการค้าที่นั่นอย่างจริงจังนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 (พ.ศ. 2463) เป็นต้นมา

นอกจาก ออสเตรเลีย และฮาวายแล้ว ยังมีประเทศอื่นๆ ที่ปลูกแมคคาเดเมียเป็นพืชเศรษฐกิจอีก ได้แก่แอฟริกาใต้ บราซิล สหรัฐอเมริกา (แคลิฟอร์เนีย) คอสตา ริก้า อิสราเอล เคนย่า โบลิเวีย นิวซีแลนด์ และมาลาวี โดยมีออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก สำหรับราคาขายของถั่วชนิดนี้จะอยู่ที่มากกว่า 30 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (มากกว่า 1 พันบาท/ก.ก.)

3. ไข่ปลาคาเวียร์แพงที่สุดในโลก - เบลูก้า คาเวียร์

ไข่ปลาคาเวียร์แพงที่สุดในโลก ไม่ได้มีสีดำอย่างที่หลายท่านคุ้นเคย แต่เป็นชนิดที่มีสีเทาอ่อนๆ ไล่ลงมาจนเกือบขาวตามอายุของปลา ยิ่งปลาอายุมากไข่ก็จะมีสีอ่อนลง และมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ไข่ปลาคาเวียร์อัลมาส (ภาษาเปอร์เซี่ยนแปลว่า "เพชร") ที่ได้มาจากปลา "เบลูก้า สเตอเจี้ยน" อายุหนึ่งร้อยปีขึ้นไป ถือเป็นไข่ปลาคาเวียร์ที่หายากที่สุด และมีราคาแพงที่สุด โดยมีราคาสูงถึงเกือบ 25,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (ประมาณ 850,000 บาท/ก.ก.) ในขณะที่ราคาเฉลี่ยของเบลูก้า คาเวียร์ โดยทั่วไปในปัจจุบันจะอยู่ที่ 7,000 - 10,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ก.ก. (ราว 2.38 -3.4 แสนบาท/ก.ก.)

ปลา "เบลูก้า สเตอเจี้ยน" มีถิ่นอาศัยอยู่ในทะเลแคสเปียน ซึ่งเป็นทะเลปิดที่อยู่ระหว่างทวีปเอเชียกับทวีปยุโรป อันเป็นพรมแดนของประเทศรัสเซีย อาเซอร์ไบจาน อิหร่าน เติร์กเมนิสถาน และประเทศคาซัคสถาน บางครั้งอาจพบปลาดังกล่าวอาศัยอยู่ในแถบทะเลดำ นานๆ ครั้งจึงโผล่ให้เห็นบ้างในทะเลอาเดรียติก ปลาชนิดนี้จะถือว่าโตเต็มที่พร้อมให้ผลผลิต (ไข่) เมื่อมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป

4. เห็ดแพงที่สุดในโลก - ทรัฟเฟิลขาว 

เห็ดที่มีราคาแพงที่สุดในโลกคือ เห็ดทรัฟเฟิลขาว ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในแถบ Langhe แห่งแคว้นปีเอมอนเต ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ในอดีตคนเก็บเห็ดทรัฟเฟิลจะใช้หมูช่วยดมกลิ่นค้นหา แต่ระยะหลังๆ มักนิยมใช้สุนัขมากกว่า เพราะสุนัขจะไม่กินเห็ดเหมือนหมู เห็ดชนิดนี้มีราคาขายสูงถึง 1,700 - 3,800 ยูโร ต่อ 1 ก.ก. (ราว 82,000 - 183,502 บาท/ก.ก)
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เห็ดทรัฟเฟิลสีขาว น้ำหนัก 1.08 กก. จากอิตาลี ถูกนายสแตนลีย์ โฮ มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจคาสิโนในมาเก๊า ประมูลไปในราคาสูงถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.8 ล้านบาท แต่สถิติเห็ดทรัฟเฟิลขาวราคาสูงสุดที่มีการบันทึกไว้ คือ 330,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 11 ล้านบาท ซึ่งนายสแตนลีย์ โฮ เจ้าเก่า เป็นผู้ชนะประมูลเมื่อปี ค.ศ. 2007

5. มันฝรั่งแพงที่สุดในโลก - La Bonnotte 

มันฝรั่งราคาแพงที่สุดในโลก คือ “La Bonnotte” ปลูกได้เฉพาะบนเกาะนีวร์มูทีเยของประเทศ ฝรั่งเศสเท่านั้น แถมปีหนึ่งๆ ยังเก็บเกี่ยวได้เพียง 10 วัน ทั้งยังบอบบางมากเสียจนต้องใช้มือถอน และให้ผลผลิตเพียงปีละ 20,000 ก.ก. ด้วยเหตุนี้มันฝรั่งที่ว่าจึงมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละกว่า 2.3 หมื่นบาทเลยทีเดียว

6. เนื้อแพงที่สุดในโลก - เนื้อที่มาจากวัววากิว (Wagyu) ประเทศญี่ปุ่น 

เนื้อแพงที่สุดในโลก คือ เนื้อที่มาจากวัววากิว (Wagyu) ประเทศญี่ปุ่น วัววากิวถือเป็นวัวพื้นเมืองที่มีอยู่หลายสายพันธุ์ด้วยกัน ชาวญี่ปุ่นจะเลี้ยงดูวัวเหล่านี้อย่างดีเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการให้หญ้าพันธุ์ดี ธัญพีช ฟาร์มบางแห่งถึงขนาดมีการนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้วัว หรือไม่ก็ผสมสาเก หรือเบียร์ ลงไปในอาหาร เนื้อวัวหลายชนิดที่คนรักเนื้อในบ้านเรารู้จักกันดีอย่างเช่น เนื้อโกเบ และมัตสึซากะ ฯลฯ ก็มาจากวัววากิวเช่นกัน แต่สาเหตุที่เรียกชื่อต่างกันเป็นเพราะว่าเลี้ยงกันคนละเมือง (เนื้อโกเบ มาจากฟาร์มในเมืองโกเบ ส่วนเนื้อมัตสึซากะมาจากฟาร์มในเมือง มัตสึซากะ เป็นต้น) เนื้อจากวัววากิวมีคุณค่าทาโภชนาการสูง และไขมันต่ำ รสชาติอร่อย นุ่มลิ้น ราวกับละลายในปาก จึงมีราคาสูงมาก - ที่ยุโรปเนื้อจากวัววากิวน้ำหนักประมาณ 200 กรัม มีราคาขายสูงกว่า 34,000 บาท

7. แซนด์วิชแพงที่สุดในโลก - คลับแซนด์วิช "von Essen Platinum" 

นี่คือโฉมหน้าแซนด์วิช "แพงที่สุดในโลก" ฝีมือนายเจมส์ พาร์คินสัน หัวหน้าเชฟของโรงแรมหรู "von Essen" ในเมืองเบิร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ หลังจากสังเกตุส่วนผสมของแซนด์วิชในโรงแรมหรูห้าดาวทั่วโลกที่เขาได้มีโอกาส ไปเยี่ยมเยียน เขาจึงคิดรวบรวมส่วนผสมที่ดีที่สุดของแซนด์วิชในแต่ละโรงแรมมาไว้ในอันเดียว กัน ด้วยเหตุนี้ “von Essen Platinum Club Sandwich” ของเขาจึงกลายเป็นคลับแซนด์วิชแพงที่สุดในโลก ซึ่งมีทั้งหมด 3 ชั้น ประกอบด้วยส่วนผสมหลักคือ เนื้อไก่อย่างดี (พันธุ์ poulet de Bresse ของฝรั่งเศส) แฮม Iberian ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแฮมหายากคุณภาพเยี่ยมจากประเทศสเปน เห็ดทรัฟเฟิลขาวและมะเขือเทศจากประเทศอิตาลี ไข่นกกระทาต้มสุก และขนมปังที่ผลิตจากแป้งชนิดพิเศษ
แซนด์วิช "von Essen Platinum" ของเชฟพาร์คินสัน จำหน่ายในราคาอันละ 100 ปอนด์ หรือกว่า 5.5 พันบาท ถ้าใครอยากลองทานว่าจะเด็ดสักแค่ไหน ก็ไปพิสูจน์ได้ที่ภัตตาคาร "Cliveden’s Waldo" ของโรงแรม "von Essen"

8. พิซซ่าแพงที่สุดในโลก - พิซซ่า Luis XIII 

พิซซ่าที่แพงสุดในโลก คือ พิซซ่า "Louis XIII" ฝีมือเชฟหนุ่มชาวอิตาลีที่ชื่อ "เรนาโต้ วิโอล่า"
พิซซ่า "Louis XIII" มีขนาด 8 นิ้ว ก่อนทำต้องใช้เวลาในการเตรียมแป้งเป็นเวลานานถึง 72 ช.ม. ขณะที่ท็อปปิ้งหรือหน้าพิซซ่าล้วนมาจากส่วนผสมคุณภาพเยี่ยม อาทิ ชีส mozzarella di bufala ไข่ปลาคาเวียร์ 3 ชนิด กุ้งล็อบสเตอร์จาก Cilento (ในอิตาลี) และประเทศนอร์เวย์ โรยหน้าด้วยเกลือสีชมพูที่มาจากแม่น้ำ Murray ในประเทศออสเตรเลีย ฯลฯ

"เรนาโต้ วิโอล่า"
พิซซ่าแพงสุดในโลก "Louis XIII" จำหน่ายในราคาอันละ 8,300 ยูโร หรือเกือบ 4 แสนบาท (ราคานี้รวมค่าตัวเชฟและผู้ช่วยอีก 2 คน ที่จะหอบข้าวของและอุปกรณ์ต่างๆ ไปทำพิซซ่าถึงบ้านลูกค้า)

9. ออมเล็ตแพงที่สุดในโลก - ออมเล็ตของภัตตาคาร Le Parker Meridien ในกรุงนิวยอร์ค

"ออมเล็ต" หรือไข่คน แพงที่สุดในโลกหารับประทานได้ที่ภัตตาคาร "Le Parker Meridien" ในกรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา
ที่นั่นเขาขายออมเล็ต (ภาพบน) จานละ 1,000 เหรียญ หรือประมาณ 34,000 บาท ประกอบด้วยส่วนผสมหลัก ได้แก่ ไข่ปลาคาเวียร์ (sevruga) น้ำหนัก 10 ออนซ์ กุ้งล็อบสเตอร์ทั้งตัว และไข่อีก 6 ฟอง เป็นต้น (เขาว่าถ้านำส่วนผสมทั้งหมด มาทำเองที่บ้าน ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ราวๆ 700 เหรียญ หรือประมาณ 23,800 บาท)

10. ขนมหวานแพงที่สุดในโลก - ไอศครีม ซันเด ของร้าน Serendipity 3 ในแมนฮัตตัน

ไอศครีมช็อคโกแลตซันเด ถ้วยนี้ ได้รับการจดบันทึกลงในกินเนสบุ้ค ออฟ เวิล์ด เรคคอร์ด ว่าเป็น "ขนมหวานแพงที่สุดในโลก" มีจำหน่ายที่ร้าน Serendipity 3 ในแมนฮัตตัน กลางกรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ด้วยสนนราคาถ้วยละ 25,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 850,000 บาท “Frrrozen Haute Chocolate” คือ ชื่อของช็อคโกแลต ซันเดแพงระยับถ้วยนี้ ส่วนสาเหตุที่มีราคาแพงเนื่องมาจากไอศครีมมีส่วนผสมของโกโก้พันธุ์ดีและหา ยากมากๆ จำนวน 28 ผล (ในจำนวนนี้มีอยู่ 14 ผลที่เป็นโกโก้ชนิดแพงที่สุด) และทองคำ 23 เค ชนิดทานได้ น้ำหนัก 5 กรัม ไอศครีมดังกล่าวจะถูกบรรจุลงในถ้วยทองคำ ที่มีแผ่นทองคำชนิดทานได้รองอยู่ภายในถ้วย นอกจากนี้บริเวณฐานของถ้วยไอศครีมยังตกแต่งด้วยสร้อยทอง 18 เค พร้อมกับเพชรแท้สีขาวอีก 1 กะรัต

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


น.ศ.สอบตกผูกคอตาย-แค้นเขียนชื่ออาจารย์ที่ฝ่าเท้า

Share
เครียดจัด! นักศึกษา ปี 4 สอบตก ผูกคอตาย หลังจากขาดคะแนนไปเพียง 4 คะแนน อีกทั้งยังแค้นจัด เขียนชื่ออาจารย์วิชาดังกล่าวไว้ที่ฝ่าเท้า ด้านอาจารย์ดังกล่าวขอเข้าชี้แจง จนมารดาของผู้ตายอโหสิกรรม

อุบลราชธานี – วานนี้ (28 พ.ค. 55) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้เดินทางไปเคารพศพ นายศิวะดล มั่นคง อายุ 24 ปี นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปี 4 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่เสียชีวิตหลังจากใช้เชือกไนล่อนผูกคอตัวเองตาย เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางความไม่พอใจของบรรดาญาติ ๆ เนื่องจากเชื่อว่า อาจารย์ท่านหนึ่งในมหาวิทยาลัย เป็นต้นเหตุที่ทำให้นายศิวะดลคิดสั้น
ทั้งนี้ ผู้ปกครองของนายศิวะดล เปิดเผยว่า สาเหตุการเสียชีวิตของนายศิวะดล น่าจะมาจากอาจารย์ท่านหนึ่งที่นายศิวะดลเขียนชื่อไว้ที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้าง เพราะนายศิวะดลขาดคะแนนสอบของวิชาอาจารย์ท่านนี้เพียง 4 คะแนน แต่อาจารย์ท่านนี้ก็ไม่ยอมให้ผ่าน เป็นเหตุให้นายศิวะดลสอบตก ไม่สามารถเรียนจบพร้อมเพื่อนได้
ขณะที่ ศ.ดร.นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้กล่าวชี้แจงแก่ นางสงบ กากแก้ว มารดานายศิวะดล ถึงระบบการเรียนของมหาวิทยาลัย และอยากให้นางสงบใจเย็นลง ส่วนทางด้านอาจารย์ที่นายศิวะดลได้เขียนชื่อไว้ที่ฝ่าเท้า กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า นายศิวะดล เป็นคนที่ขยันตั้งใจเรียน ซึ่งช่วงเรียนซัมเมอร์ที่ผ่านมา นายศิวะดล ได้ลงเรียนอีก 2 วิชา คือ วิชาเอกเทศสัญญา กฎหมายลักษณะตัวแทนนายหน้า และหุ้นส่วนบริษัท เป็นวิชาบังคับ โดยมีตนเป็นอาจารย์ประจำวิชา และเกณฑ์ของวิชาดังกล่าว นักศึกษาจะต้องสอบได้คะแนน 60 เปอร์เซ็นต์ จึงจะผ่านตามเกณฑ์มาตรฐาน แต่นายศิวะดลสอบไม่ผ่าน เพราะทำข้อสอบได้เพียง 56 คะแนน
อาจารย์คนดังกล่าว ระบุอีกว่า เมื่อทราบผลคะแนน นายศิวะดลก็ได้โทรศัพท์มาหาตน ซึ่งตนก็ได้แนะนำไปว่า ให้มาเอาเอกสารขอรักษาสถานภาพนักศึกษา แต่วันนั้นนายศิวะดลก็นำหลักฐานมาไม่ครบ ตนจึงให้กลับไปเอาเอกสารเพิ่มเติม หลังจากนั้นตนก็ไม่ได้รับการติดต่อจากนายศิวะดลอีกเลย จนกระทั่งทราบข่าวว่า นายศิวะดล ผูกคอตายเสียชีวิต
อาจารย์คนดังกล่าว ยังกล่าวอีกว่า ตนคิดว่านายศิวะดลด่วนตัดสินใจเกินไป จึงเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเช่นนี้ และตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้สามารถแก้ปัญหาได้ และในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา ตนก็พยายามหาหนทางช่วยเหลือนายศิวะดล แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อทางอาจารย์ และอธิการบดีได้ชี้แจง เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ทางด้านมารดาของนายศิวะดล ก็ได้อโหสิกรรม เพื่อไม่ได้เป็นบาปกรรมแก่กันต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


วิธีแก้ของสาวๆที่รักแร้ดำ 
เก็บตกมาจากหลายสิบเว็ป เยอะมาก (แสดงว่าผู้หญิงส่วนมาก รักแร้ดำ) รักแร้ดำ ทำอย่างไร จะค้น วิธีรักษา วิธีแก้ การดูแล รักษา มาฝากค่ะ

      ปัญหารักแร้ดำ เกิดได้จากหลาย สาเหตุ ที่สำคัญคือ การสัมผัสสารเคมีอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการระคายเคืองและรอยดำ จาก น้ำหอม สารกันเสีย หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น Triclosan, Triclocarban, Irgosan ในยาระงับกลิ่นกาย การรักษาจึงต้องแก้ไขตามอาการ หากเป็นการแพ้ น้ำหอม ควรเปลี่ยนไปใช้ โรลออน ชนิดที่ไม่มีสารสร้างกลิ่นหอมที่ระบุว่า "Fragrance-Free" โดยสังเกตส่วนประกอบสำคัญบนฉลาก หากมีชื่อสารที่แพ้ควรหลีกเลี่ยงไปใช้ยาระงับกลิ่นแบบอื่นแทน
ความอ้วนและการเสียดสีก็เป็นอีกสาเหตุของ รักแร้ ดำ ได้ การแก้ไขจึงควร ลดน้ำหนัก และใช้ยาลดรอยดำ หรือไวท์เทนนิ่ง ทาควบคู่กัน แต่ไม่ควรใช้กลุ่มที่มีกรดผลไม้ ไม่ว่า AHA หรือ BHA เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองยิ่งขึ้น แต่ถ้ารักแร้ดำ และนูนเหมือนกำมะหยี่ (มักพบในคนเป็นโรคเบาหวาน) ควรพบแพทย์ทันทีค่ะ
อย่างไรก็ตามการรักษาปัญหา รักแร้ดำ ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเป็นผู้วิเคราะห์สาเหตุเพื่อให้ได้ผลตรงกับอาการและรักษาได้ถูกวิธีที่สุด เพราะหากซื้อยามาใช้เองอาจทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้น
คำตอบที่เจอ- ใช้ สครับ ขัดเบาๆนะ อย่าแรง ใช้ทุกวัน แล้วก้อหลังอาบน้ำเสร็จก้อต้องลงด้วย whitening หนาๆ (ไม่ต้องยี่ห้อแพงนักหรอก ถูกๆ ก้อได้ผล )

- ใช้ มะขามเปียก ไร้ฝักด้วยนะ ถูเบาๆ ทิ้งไว้แล้วคอยอาบน้ำ เพียงไม่กี่ครั้งขาวขึ้นจริงๆ ส่วนเวลาจะทิ้งไว้นานแค่ไหน ลองทดสอบน้อยๆก่อนดีกว่า

- ใช้มะขามเปียก ผสมกับ นมสด พอกไว้ที่รักแร้ประมาณ 5 -10 นาที ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ขาวชัวส์

- ไปหาหมอเลเซอร์รักษา เสียเงินไปหลายหมื่น ก้อกลับมาดำเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มีวิธีที่ง่าย ปลอดภัย และก้อไม่ต้องเสียตังแพงด้วยค่ะ
1. หลีกเลี่ยงการถอนหรือ แว๊กขน เพราะว่าทำห้รักแร้เราเกิดการอักเสบและดำได้
2. เวลาอาบน้ำ ใช้มะขามเปียก + น้ำผึ้ง ทาทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วอาบน้ำตามปกติ
3. เวลาออกจากบ้าน ถ้ามีกลิ่นตัว ให้ใช้ โรลออน ที่ไม่มีส่วนผสมของ แอลกอฮอล สามารถหาซื้อได้ที่คลินิคความงาม หรือซื้อของพวกนีเวียแบบสเปรมาใช้ก้อได้ค่ะ ลองอ่านดูให้ดีค่ะ ยี่ห้ออะไรก้อได้ ที่ไม่มีส่วนผสมของ แอลกอฮอล และ สารส้ม
4. ก่อนนอน ให้ใช้ครีมทาผิวที่เป็นพวก whitening ทาที่รักแร้ จากนั้นเอาแป้งฝุ่นทาทับ
ลองทำดูค่ะ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน 3-6 เดือน รับรองค่ะ แต่ที่สำคัญ คุณก็ต้องทำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ถ้าอยากสวย อยากมั่นใจก้อต้องมีวินัยกะตัวเองนะคะ
อ้อ อีกข้อค่ะ ถ้าลำบากที่จะหามะขามเปียก ใช้มะนาวแทนก้อได้ค่ะ ได้ผลเหมือนกัน ปลอดภัยค่ะ

- ใช้มะนาว ถูกทุกวันหลังอาบน้ำค่ะ แต่จะเห็นผลช้าหน่อยนะค่ะ

- ทำตามวิธีเรานะ เพราะว่าเราลองทำดูแล้ว ตอนแรกก็ไม่คิดว่า รักแร้ จะเนียนจากที่ขาวเนียนแล้วก็ทำให้ขาวขึ้นไปอีก
1. นำมะขามเปียก ผสมกับ น้ำผึ้ง นิดน้อยนำมาทาทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก
2. ใช้มะนาว นี่แหละเอามาถูรักแร้ ส่วนที่เหลือนำมาถูตามข้อพับ หัวเข่า ข้อศอกที่ดำๆได้ด้วย
3. ใช้ เกลือญี่ปุ่น ขัดเบาๆ เน้นว่าเบาๆนะ ไม่งั้น เกลือ จะบาดรักแร้เอา แสบแย่เลย
ขั้นตอนสุดท้าย ถ้าไปที่ไหน ๆ ก็ใช้โรลออนที่ไม่มีแอลกอฮออล์ทา นะ เช่น นีเวีย พวกที่เป็นแบบสเปรย์ อะ รักแร้จะเรียบเนียนเชียวละ
ถ้ากลางคืน แนะนำให้เอา โลชั่น ที่มีส่วนผสมที่ทำให้ผิวขาวมาทารักแร้แล้วทาแป้งฝุ่นทับ รับรองว่าขาวแน่ๆ เชื่อเราสิ

- วิธีการแก้ไขปัญหารอยดำคล้ำบริเวณใต้วงแขน สามารถทำได้โดยการใช้ โลชั่น ที่มีส่วนผสมของ AHA หรือ ไวท์เทนนิ่ง ทาเป็นประจำ เช้า - เย็น รวมทั้งการใช้ สครับ ขัดผิวบริเวณใต้วงแขนเบา ๆ สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง ก็จะช่วยทำให้ รอยคล้ำ ค่อย ๆ จางลงได้ค่ะ
ที่สำคัญไม่ควรเกา หรือทำให้เกิดการเสียดสีกับผิวบริเวณนั้นอีก เพราะการเสียดสีจะยิ่งทำให้เกิดรอยดำคล้ำมากขึ้นค่ะ

- ใช้มานาน นานมากๆๆ กวนอิม ค่ะดีจริงๆ แต่รอระยะเวลาหน่อย ก่อนนอนค่ะ แล้วเมื่อตื่นนอนก็ขัดออกด้วยใยสังเคราะห์หรืออะไรก็ได้ที่ล้างได้ออกหมดจด หลังจากนั้นก็ใช้ของประจำของคุณไป ก่อนนอนก็ทาใหม่ทำทุกวันอย่างนี้ รับรองค่ะได้ผลจริง ๆ

- ปัญหา วงแขน คล้ำอาจเกิดจากโรลออนที่ใช้ ซึ่งอาจมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ วงแขนคล้ำ ลองเปลี่ยนยี่ห้อโรลออนที่ใช้ เลือกชนิดที่ไม่มีแอลกอฮอล์ นอกจากนั้นควรใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของ AHA หรือ ไวท์เทนนิ่ง ทาบริเวณที่คล้ำ จะช่วยทำให้รอยคล้ำจางลงได้ค่ะ

- การทำให้สีผิวที่คล้ำลงบริเวณรักแร้ดูขาวขึ้น สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการใช้สารที่อาจกระตุ้นให้เกิดการผลิตเม็ดสี ( เมลานิน ) มากขึ้นไปอีก เช่น สารส้ม ลูกกลิ้งที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

- ส่วนการทำให้รักแร้ที่ดำไปแล้วดูขาวขึ้น ควรใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของ ไวท์เทนนิ่ง หรือ AHA ทาเป็นประจำทุกวัน เช้า - เย็น สีผิวที่คล้ำจะค่อย ๆ จางลงได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจใช้เวลากว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่มีผลข้างเคียงในระยะยาวแน่นอนค่ะ

- เป็นเพราะใช้ ลูกกลิ้ง ที่มี แอลกอฮอล์ละซิ จึงทำให้รักแร้ดำ ลองหันมาใช้ ลูกกลิ้ง ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ซิ รับรองขาวเหมือนสีผิวแน่นอน....อยากรู้มั๊ยว่ายี่ห้ออะไร ..บอกให้ก็ได้ Axxxx งัย ดีจริง ๆ ใช้แล้วรักแร้ไม่ดำ ใช้แค่นิดเดียว
- เราก้อรักแร้ดำ เสียเงินไปหลายหมื่น ใช่ เลเซอร์ รักษา กว่าแผลจะหายใช้เวลาเกือบปี แถมตอนนี้ก้อกลับมาดำเหมือนเดิม แนะนำนะคะ ให้ไปปรึกษาคุณหมอ ใช้ยารักษา หรือว่าลองซื้อ ขี้ผึ้งวิทฟิล ของเภสัช ค่ะ อย่าถอน อย่าใช้สารเคมีต่างๆ
- ใช้มะนาว และ มะขามเปียก ดีที่สุดค่ะ ยังไงก้อไม่แพ้ และที่สำคัญ ห้าม!!!! ใช้พวก โรออน ที่มีส่วนผสมของสารส้ม หรือ สารส้ม เด็ดขาด
นั่นล่ะค่ะ ตัวทำให้รักแร้เราดำเลย บางคนใช้อาจไม่เป็นอะไร แต่คนส่วนมากใช้แล้วจาทำให้รักแร้ดำนะคะ
- ใช้ ยาสีฟัน สีขาว พอกไว้ตรงรักแร้ แล้วล้างออก แล้วทาด้วยแป้ง ทุกวัน เดี๋ยวมันจะขาวเอง เราลองแล้ว ขาวจั๊วเลยอะ
- ใช้ กวนอิม ค่ะ เห็นผลทันตา เพราะใช้อยู่ค่ะ แถมไม่มีกลิ่นตัวอีกต่างหาก
- สารส้ม เหมาะกับคนที่มี กลิ่นตัว พอใช้แล้วกลิ่นตัวจะหายแต่รักแร้ดำ เพราะฉะนั้นคนที่มีปัญหาพวกนี้อย่าใช้สารส้มดีกว่า ลองหาวิธีอื่นดูสิ

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


เตือนภัย"ด้วงก้นกระดก-ด้วงน้ำมัน"ขับสารพิษถึงขั้นตาบอด-ตาย

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 09:11 น.
วันนี้ (11 พ.ค.) นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์  รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า จากกรณีรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งมีการพูดคุยกับผู้ที่เคยสัมผัสกับพิษร้ายของแมลงชนิดหนึ่ง ที่มีขนาดเล็ก แต่มีพิษมหาศาล เพียงแค่สัมผัสถูกพิษที่ออกจากร่างกายของแมลงชนิดนี้ก็ทำให้เกิดแผลพุพองขนาดใหญ่ได้นั้น  จากการตรวจสอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่าแมลงชนิดนี้มีชื่อทางการว่าด้วงก้นกระดก หรือ แมลงก้นกระดก หรือแมลงเฟรชชี่ พบมากในช่วงเปิดเทอมที่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งแมลงต้องการความชื้นเพื่อการขยายพันธุ์ 
จึงขอเตือนประชาชนระวังอันตรายจากแมลงมีพิษดังกล่าว ลักษณะทางกายภาพของแมลงชนิดนี้คือ เป็นแมลงปีกแข็งขนาดเล็ก มีความยาวเพียง4-7 มิลลิเมตรมีลักษณะจำเพาะคือปีกคู่แรกแข็งและสั้นมีสีมันวาว ปีกคู่สองมีขนาดใหญ่แต่จะมองไม่เห็นเด่นชัด ลำตัวเล็กเรียว  ส่วนท้องยาวโผล่ออกมานอกปีกสังเกตเห็นได้ง่ายโดยจะชอบงอส่วนท้องขึ้นๆลงๆเมื่อเกาะอยู่กับที่  มีลักษณะสีสันต่างกัน ชนิดที่พบบ่อยในประเทศไทยนั้น  ส่วนท้องมีสีส้ม ชาวบ้านชอบเรียกแมลงชนิดนี้ว่าด้วงปีกสั้น ด้วงก้นกระดก หรือ ด้วงก้นงอนตามลักษณะของท้องที่งอขึ้นๆลงๆ  แมลงชนิดนี้มีสารพิษชื่อสารเพเดอริน (Paederin)  เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้เป็นผื่นคันหรือแผลพุพอง ผิวหนังไหม้แดง ปวดแสบปวดร้อน มีไข้ และถ้าถูกพิษบริเวณดวงตาอาจทำให้ตาบอดได้  มีแหล่งเพาะพันธุ์อยู่ตามบริเวณพื้นดินชื้น เช่นตามกองมูลสัตว์ พื้นดิน ในกองไม้  แต่จะชอบบินเข้ามาเล่นแสงไฟในบ้านเรือนอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนที่เผลอไปสัมผัสได้
รมช.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า ส่วนด้วงน้ำมัน เป็นแมลงปีกแข็งเช่นเดียวกับด้วงก้นกระดกแต่มีขนาดใหญ่กว่าลำตัวยาว3-3.5 เซนติเมตร ปีกคู่หน้ามีแถบสีเหลืองสลับดำอย่างละ 3 แถบ ชาวบ้านเรียกว่า ด้วงไฟถั่วหรือด้วงไฟเดือนห้า อันตรายของด้วงน้ำมันมักเกิดจากมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกแมลงกินได้จึงนำไปรับประทานอาจทำให้เสียชีวิตได้ถ้ารับประทานมากกว่า 3 ตัวขึ้นไป  ผู้ป่วยที่บริโภคด้วงน้ำมันเข้าไปจะมีอาการคออักเสบ กลืนอาหารลำบาก ปวดท้อง คลื่นไส้ อุจจาระร่วง อาเจียนเป็นเลือด ความดันโลหิตลดลง ปัสสาวะเป็นเลือด สลบ และเสียชีวิตจากภาวะหายใจล้มเหลว  ด้วงน้ำมันถ้าถูกรบกวนหรือถูกต้องตัวจะขับของเหลวสีเหลืองอ่อนที่มีสารพิษแคนทาริดิน (cantharidin) ออกจากข้อต่อของส่วนขา ถ้าพิษถูกผิวหนังจะเป็นตุ่มพุพองอักเสบ โดยสารแคนทาริดินนี้จะไม่ถูกทำลายโดยความร้อนจากการหุงต้มหรือเผาไฟ แม้ผู้รับประทานจะนำด้วงน้ำมันไปผ่านความร้อนก็ยังได้รับอันตรายจากแมลงชนิดนี้
โดยปกติแมลงทั้งสองชนิดนี้จะไม่กัดคน แต่ถ้าบังเอิญถูกแมลงไต่ตามร่างกายแล้วไปตบตีหรือทำให้ลำตัวแตกหักพิษในตัวแมลงจะถูกขับออกมาเป็นลักษณะของเหลวแล้วซึมเข้าร่างกายจะทำให้เกิดอาการแพ้ดังกล่าว  ดังนั้นหากร่างกายสัมผัสถูกพิษให้รีบล้างน้ำสะอาด หรือเช็ดด้วยแอมโมเนียทันที  และไม่ควรสัมผัสบริเวณที่ถูกพิษเพราะอาจเกิดการลุกลามหรือติดเชื้อซ้ำ ควรทาแผลด้วยยาปฏิชีวนะประเภทครีม แต่ถ้ามีอาการรุนแรงและเป็นนานควรไปพบแพทย์ นอกจากนี้เราสามารถป้องกันตัวเองได้โดยลดความสว่างของแสงไฟเวลากลางคืน หรือปิดมุ้งลวดป้องกันแมลงให้มิดชิดเนื่องจากด้วงก้นกระดกมักเข้ามาเล่นแสงไฟในตอนกลางคืน

หญิงจีนป่วยทางจิต เร่ร่อน คลอดลูกเอง ไม่ให้แพทย์ช่วย



หญิงจีน เร่ร่อน - เป็นบ้า คลอดลูกเองกลางแจ้ง
 
หญิงจีน เร่ร่อน - เป็นบ้า คลอดลูกเองกลางแจ้ง

หญิงจีน เร่ร่อน - เป็นบ้า คลอดลูกเองกลางแจ้ง

หญิงจีน เร่ร่อน - เป็นบ้า คลอดลูกเองกลางแจ้ง


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก bbs.163.com

          เว็บไซต์ไชน่าสแม็ค รายงานข่าวที่ชวนให้รู้สึกทึ่ง ระคนไปกับความเห็นอกเห็นใจ และรู้สึกเป็นห่วง เมื่อปรากฏว่าพบหญิงเร่ร่อนชาวจีน ที่คาดว่าน่าจะมีอาการทางจิต คลอดลูกออกมาในตรอกเล็ก ๆ ข้างซูเปอร์มาเก็ตแห่งหนึ่งที่ชื่อว่าหลงกุ่ย ในเขตไป่หยุน ของมณฑลกวางโจว แถมยังอุ้มลูกที่ยังไม่ได้ตัดสายสะดือเดินไปมา และปฏิเสธความช่วยเหลือทางการแพทย์อีกด้วย

          ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นกล่าวว่า พบเห็นหญิงเร่ร่อนคนนี้ในพื้นที่แถวซูเปอร์มาเก็ตตั้งแต่ 2-3 เดือนที่แล้ว บ้างก็ว่าเธออาศัยอยู่ที่ห้องน้ำสาธารณะใกล้ ๆ กันนั้น แต่เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก็พบว่าเธอเดินพร้อมกับอุ้มเด็กทารกแรกคลอดในสภาพเปลือยไว้ในอ้อมแขน แถมสายสะดือก็ยังคงเชื่อมกันอยู่ระหว่างเธอและทารกน้อยอยู่ ในเวลาต่อมาจึงพบว่าหญิงเร่ร่อนคนนี้ได้ใช้กรรไกรตัดสายสะดือเอง และทิ้งซากสายสะดือที่ตัดทิ้งไว้หน้าซูเปอร์มาเก็ตแห่งนั้นนั่นเอง 

          แม้จะมีพยาบาลเสนอให้ความช่วยเหลือพาไปโรงพยาบาล เพื่อดูแลและให้นมลูกของเธอ แต่หญิงคุณแม่ผู้เร่ร่อนคนนี้ก็ปฏิเสธหนักแน่นและไม่ยอมไป เธอเดินหลบหายไปยังคูน้ำที่อยู่ข้างถนน วางลูกน้อยที่ตัวเปล่าเปลือยไร้เสื้อผ้าห่อหุ้มลงกับพื้นดิน และก้มลงใช้ถุงพลาสติกตักน้ำขึ้นมาใส่ปากดับความกระหาย ภาพที่เห็นสร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก 


หญิงจีน เร่ร่อน - เป็นบ้า คลอดลูกเองกลางแจ้ง

หญิงจีน เร่ร่อน - เป็นบ้า คลอดลูกเองกลางแจ้ง

          อย่างไรก็ตามขณะนี้แพทย์จากโรงพยาบาลกาชาดในเขตไป่หยุน ได้เข้าให้ความช่วยเหลือทารกน้อยคนนี้แล้ว โดยแพทย์ของโรงพยาบาลวิเคราะห์ในเบื้องต้นว่าหญิงเร่ร่อนคนดังกล่าวมีอาการผิดปกติทางจิตแน่นอน และได้ติดต่อโรงพยาบาลทางประสาทให้รับตัวเธอไปดูแลรักษา ส่วนทารกน้อยที่ปรากฎว่าเป็นเพศชายคนนี้ ได้รับการพยาบาลดูแลในเบื้องต้นแล้ว และจะส่งตัวเขาไปทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง  

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555

ตำรวจปรับ 500 บาท กะเทยเต้นเปลือยอกเล่นสงกรานต์กลางเมืองกรุงเก่า สารภาพทำไปเพราะเสียงเชียร์และอยากดัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เกิดกรณีโลกออนไลน์มีการส่งต่อภาพกะเทยเปลือยอกยืนอยู่บนโต๊ะเต้นโชว์ลีลายั่วยวน สวมกางเกงยีนส์ขาสั้นจนเห็นแก้มก้น ท่อนบนเปลือยจนเห็นหน้าอก โดยมีกลุ่มวัยรุ่นชายยืนล้อมอยู่ด้านล่าง โดยอ้างว่าภาพดังกล่าวถูกถ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2555 ที่บริเวณถนนอู่ทอง ต.หอรัตนไชย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีนั้น
ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตามควบคุมตัวกะเทยคนดังกล่าวได้แล้ว ทราบว่ามีอาชีพเต้นคาบาเรต์อยู่ที่พัทยา เจ้าตัวสารภาพทำไปด้วยความคึกคะนองเพราะเสียงเชียร์จากคนรอบข้าง และทำไปเพราะอยากดัง


วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

เงิน เงิน เงิน

เก็บเงินเป็นวิธีที่สร้างร่ำรวย เก็บเงินเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากซื้อของมาก จนไม่มีเงิน
เก็บแล้ว ดังนั้น เก็บเงิน จึงรวยกว่าไม่เก็บเงินหลายคนคิดว่ามีวิธีเก็บเงินของตัวเอง คือ 
หลังจากที่จ่ายของไปแล้วมีเหลือเงินเท่าไร ก็เก็บเลย วิธีเก็บเงินแบบนี้ มักรวยช้ามาก 
ถ้าเผลอที่ซื้อของไป โดยไม่จำเป็น เช่น โทรศัพท์มือถือหนังสือดารา เสื้อผ้า กระโปร่ง 
เครื่องสำอาง เหล้า บุหรี่ รถยนต์ อาจไม่มีเงินเก็บแล้ว เพราะมันเป็นวิธีเก็บเงินที่ยึดหลัก 
"ซื้อของก่อน ค่อยเก็บเงิน" มักพบมากที่คนทำงานบริษัทที่ซื้อแท็บเล็ต เพื่อฟังเพลง 
ดูอินเตอร์เน็ต เล่นเกมส์เท่านั้น หลังจากซื้อแล้ว ไม่มีเงินเก็บแล้ว ยังคงฝืนที่กินข้าว
น้อยมากทุกวันเช้า เพราะไม่มีเงินที่ซื้อข้าวแล้ว

วิธีเก็บเงินดีที่สุด
คือ ต้องแบ่งเงินออกเป็น 2 ส่วน เงินส่วนหนึ่งที่เก็บเงินอีกเงินส่วนหนึ่งที่

ใช้สำหรับซื้อของ ซื้อของเท่าไร ขึ้นอยู่กับความต้องการสินค้า ห้ามถอนเงินที่เก็บเงินไว้ 
เพื่อไปซื้อของเด็ดขาด ถ้าจะถอนเงินที่เก็บอยู่ ก็ต่อเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเท่านั้น เช่น ค่าพยาบาล 
ค่าอุบัติเหตุ เป็นต้น สมมติว่าเรามีรายได้ 10,000 บาท นำเงิน 4,000 บาทไปเก็บเงิน 
โดยฝากธนาคารอีก6,000 บาทไปซื้อของทั้งเดือน ถ้ายิ่งมีเงินเดือน มีรายได้สูงมาก ยิ่งมีเงิน
เก็บมากขึ้น วิธีเก็บเงินแบบนี้ จึงรวยเร็วมาก หากไม่ซื้อของโดยไม่จำเป็น ก็รวยเร็วขึ้นกว่า
หลายเท่าหากคุณที่ไม่ค่อยเก็บเงิน ก็รวยกันทันที ถ้ารู้เคล็ดลับวิธีเก็บเงินและปฏิบัติในการ
เก็บเงินตามความคิดของเราอย่างสม่ำเสมอถ้าคุณอ่านแล้ว ก็เข้าใจ แต่ไม่ปฏิบัติในการเก็บเงิน 
ก็ไม่มีวันรวย มีแต่จนทุกวัน
เงิน
ต้องแบ่งเงินทุนกับเงินออมอย่างสมดุลกัน
ต้องรู้จังหวะในการกระทำที่ช่วยให้เรามีเงินมากขึ้น
รู้จักเก็บเงินให้รวยเร็วขึ้น
จงซื้อของที่มีประโยชน์แก่เรา จะมีผลประโยชน์ให้แก่เรา
ต้องควบคุมตนเองก่อน จึงควบคุมเงินให้รวยได้โดยอัตโนมัติ
อย่าให้ใครเอาเงินเราไปเชียวนะ
คนไหนรวยที่สุด คนไหนจนที่สุด
เดี๋ยวนี้ ค่าครองชีพกำลังจะสูงขึ้น เช่น จานละ 40 - 50 บาท เป็นต้น
เงินควรเป็นของทุกคน ไม่ควรมีเงินเพียงคนเดียว ซึ่งขัดหลักธรรมชาติ